วงจรปิดดับสนิททุกจุดเกิดเหตุ

เหวอกันทั่วบ้านทั่วเมืองกับปัญหาข้อขัดข้องของกล้องวงจรปิด ที่จำเพาะเจาะจงต้องเกิดขึ้นแทบทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญ กระทั่งกลายเป็นวลีล้อเลียนกันแบบตลกรสขมขื่น “วงจรปิดติดทุกที่ ยกเว้นจุดเกิดเหตุ” กรณีเหตุระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงอุกฉกรรจ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองหลวง ก็อีหรอบเดียวกัน ณ จุดเกิดเหตุที่นั่นมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ 13 ตัว แต่หลับดับสนิท 9 ตัว เหลือที่ยังตื่นให้ใช้งานได้แค่ 4 ตัวเท่านั้น บางเหตุการณ์สำคัญก่อนหน้านั้นมีกล้องวงจรปิดติดตั้งเอาไว้โดยรอบ 11 ตัว แต่ให้บังเอิญอย่างที่สุดที่กล้องทั้ง 11 ตัวถึงคิวต้องส่งเข้าโรงซ่อมพร้อมกันทั้งหมด โดยไม่มีการนำกล้องอะไหล่ไปติดตั้งทดแทน เก็บตกข้อมูลจากเว็บไซต์ข่าวบีบีซีไทย ที่มีคนข่าวมือฉมังอย่าง คุณนพพร วงศ์อนันต์ รั้งตำแหน่งกัปตันใหญ่ประจำการอยู่ในอังกฤษ ระบุนับตั้งแต่ระบบกล้องวงจรปิดถูกนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะ “ตาวิเศษ” ช่วยงานเสริมประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและป้องปรามอาชญากรรมเมื่อปี 2542 เป็นต้นมา บรรดาหน่วยงานราชการต่าง ๆมีการจัดซื้อกล้องวงจรปิดรวมกันคิดเป็นมูลค่าเกือบ 3 หมื่นล้านบาท โดยที่ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ มูลค่าการจัดซื้อเกือบร้อย 30 ของมูลค่าการจัดซื้อทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 8,500 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) งบประมาณรายจ่ายหลายหมื่นล้านบาทที่หมดไปกับการจัดซื้อจัดหากล้องวงจรปิด เพื่อมุ่งหวังใช้ประโยชน์ในการป้องปรามอาชญากรรม ดูจะมีจุดอ่อนช่องโหว่แฝงอยู่มากมาย จุดอ่อนแรกสุด น่าจะมาจากการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ขาดหลักวิชาจากนักอาชญาวิทยา และผู้เชี่ยวชาญงานต่อต้านการก่อการร้าย […]

ปริศนา”ไปป์บอมบ์”???

“การเมืองแน่นอน…การเมืองแน่ๆ” คือบทสรุปจากคอข่าวการเมือง รวมทั้งแฟนพันธุ์แท้ที่เกาะติดความเคลื่อนไหวของสถานการณ์บ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ล้วนพากันเชื่อสนิทใจ และพร้อมใจกันเปล่งวาจาออกมาตรงกันโดยมิได้นัดหมาย  แบบฉับพลันทันใดคล้อยหลังเหตุการณ์ระเบิดที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ แค่ไม่กี่อึดใจ ทำไมจึงคิดสรุปรวบยอดแบบนั้น ? คำตอบที่พรั่งพรูออกมาจากหลากหลายกระแส แต่กลับมีใจความสำคัญตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง มีอยู่ด้วยกัน 3 ประการ 1). เหตุระเบิดเกิดขึ้นพอเหมาะพอดีกับวันครบรอบวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ( คสช.) กระทำการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นปีที่ 3 2).เหตุระเบิดเกิดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพบก ซึ่งเป็นกำลังหลักของการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ปี 2557 3).เหตุระเบิดเกิดขึ้นบริเวณห้องพักรับรองที่ติดป้ายชื่อ”วงษ์สุวรรณ” ซึ่งเป็นนามสกุลของพล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงของรัฐบาล ใครทำ ?? ข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวการก่อกรรมกระทำการชั่วช้าสามานย์  ซึ่งซ่อนตัวในที่มืด มีการวิสัชนาออกไปหลายกระแส…หลายทิศทาง บางกระแส วิสัชนาให้ชวนคิดพาดพิงไปถึงขบวนการคนเสื้อแดง  ที่มี “คนแดนไกล” คอยชักใย บางกระแส ส่องกล้องล็อคเป้าโฟกัสไปที่ขบวนการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ บางกระแสส่งสัญญาณชวนให้เชื่อว่าเป็นปรากฏการณ์ “สนิมเกิดจากเนื้อในตน” ที่คนในรัฐบาลหรือคสช. “เล่นกันเอง” เพื่อหวัง “ด้อยค่า”ใครบางคน ที่เป็นเจ้าภาพงานด้านความมั่นคง สัญญาณชวนเชื่อในลักษณะนี้ ทำให้คนจำนวนมากหลับตาจินตนาการไปถึงพล.อ.ประวิตร  วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง […]

โอทอปไทยไปถึงไหนแวะชม “OTOP MIDYEAR 2017”

ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดาจริง ๆ” สำหรับพัฒนาการของสินค้าโอทอป สินค้าชุมชนจากท้องถิ่นทั่วไทย ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย แถลงข่าวเปิดงาน “OTOP MIDYEAR 2017 BEST LOCAL TO GLOBAL ภูมิใจ ภูมิปัญญาไทย ระดับโลก ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18-25 พฤษภาคม 2560 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีสินค้าตัวอย่างที่จะจัดแสดงในวันงานจริง ๆมาแสดงโชว์ให้เห็นพอเป็นน้ำจิ้ม แค่น้ำจิ้มก็เรียกได้ว่าหลายคนเห็นแล้ว “น้ำลายหก” กันเลยทีเดียว เพราะสินค้าโอทอปแค่เพียงส่วนเดียวที่นำมาโชว์ในวันแถลงข่าวนั้น ถือเป็นสุดยอดจริง ๆหลายรายการมีมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้านกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่นำมาโชว์เป็นน้ำจิ้ม มีรายละเอียดฝีมือแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของโอทอปไทยในยุค 4.0 ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแบบผิดหูผิดตา “สุธี มากบุญ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่างานดังกล่าวเป็นงานส่งเสราการตลาดโอทอปที่ใหญ่ที่สุดในรอบกลางปีที่รัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนการดำเนินการ ตามแนวทางของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12  ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความยากจน รวมถึงการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข็มแข็งพัฒนาต่อยอดให้เพิ่มมูลค่า และก้าวสู่ยุค 4.0 สร้างงานสร้างรายให้กับประชาชน กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชุมชน จึงได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นหรือโอทอป และงาน OTOP […]

“ลาว – จีน” สงครามความรู้สึก ไซเรนข้ามโขงเตือนถึงไทย

หลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลและมีการตอบโต้ผ่านเฟสบุ๊ค โดยบุคคลระดับสูงของสปป.ลาว เกี่ยวกับกรณีนักลงทุนจีนเช่าที่ปลูกกล้วยในประเทศลาว แล้วส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาวะของประชาชนในท้องถิ่น ชนิดที่คนลาวรับไม่ได้ กลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก นายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรีประเทศลาว ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่ารัฐบาลไม่อาจเมินเฉยต่อเรื่องที่เกิดขึ้นได้แล้ว และเมื่อปีที่ผ่านมาได้มีคำสั่งห้ามไม่ให้มีการเช่าที่ดินเพื่อปลูกสวนกล้วยจากนักลงทุนจีนเด็ดขาด เพราะเกิดผลเสียตามมามากมาย เช่นทำให้พื้นดินที่ใช้เพาะปลูกปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี ไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่น ๆได้อีก หรือการที่ชาวบ้านเกิดปัญหาด้านสุขภาพจากสารเคมีที่ปนเปื้อนลงไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติ และการเข้าไปทำงานในสวนกล้วย เพื่อแลกกับรายได้จากค่าเช่าเพียงเล็กน้อย” สำหรับประเทศลาวแล้วแน่นอนว่า กรณีที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อจิตใจและความรู้สึกมากพอสมควร การโพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีลาวไม่เพียงส่งสัญญาณของ“สงครามทางความรู้สึกระหว่างประชาชนลาว และ นักลงทุนจากจีนที่ไร้ความรับผิดชอบ” นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณกระตุ้นย้ำถึงความรับผิดชอบในฐานะผู้นำประเทศ ต่อนโยบายที่ผิดพลาดและสะท้อนกลับมาด้วย “การแก้ไข” ที่ได้ใจคนลาว และยังเป็นเสียงสะท้อนกลับมาถึงประเทศไทย ที่ควรจะต้อง“ทบทวน”ท่าทีเกี่ยวกับแนวคิดส่งเสริมการลงทุนโดยเฉพาะกับนักลงทุนจากประเทศจีนที่ไร้ความรับผิดชอบ และควรจะมีมาตรการออกมาป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น และกำลังจะลุกลามจากรณีที่เกิดขึ้นในลาวครั้งนี้ เรื่องเล็ก ๆที่กำลังจะไม่เล็ก จาก “จีนถึงลาว จากลาวถึงไทย” ที่ใช้แม่น้ำโขงร่วมกัน กรณีสวนกล้วยที่ทำสิ่งแวดล้อมในลาววอดวายลามมาถึงไทยแล้ว “สมเกียรติ เขื่อนเชียงสา” ผู้ประสานงานเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา อ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า เวลานี้ในหลายอำเภอของจังหวัดเชียงราย เช่น อ.เวียงแก่น อ.เชียงของ อ.เชียงแสน กำลังประสบปัญหาจากนักลงทุนจีนมักง่ายเช่นเดียวกัน เพราะเมื่อปีที่แล้วพบว่าปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงตอนล่างสวนกล้วย ที่บ้านห้วยลึก ต.ม่วงยาย […]

ปัตตานี…ใต้เงาผีบุญ!

ครั้งแล้วครั้งเล่าที่นครปัตตานี..ดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ ถูกยัดเยียดความรุนแรงที่คละคลุ้งด้วยคาวเลือดและเนืองนองไปด้วยคราบน้ำตา โดยไม่มีผู้ใดสามารถยืนยันวันเวลาแห่งการกลับคืนสู่ความสงบสันติให้ชาวบ้านมั่นใจได้เลย กรณีระเบิด “คาร์บอมบ์” ที่ห้างบิ๊กซี สาขาปัตตานี ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ช่วงบ่ายวันอังคารที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีจำนวนผู้บาดเจ็บกว่าครึ่งร้อย คือเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดที่ปะทุขึ้นจากฝีมือพวก “ผีบุญ”ที่ชอบอวดอ้างศาสนา สร้างความชอบธรรมในการก่อเหตุรุนแรง  และสร้างความหวาดหวั่นขวัญผวาแก่พี่น้องชาวบ้านที่นั่น พฤติกรรมการก่อเหตุรุนแรงที่ปัตตานีครั้งล่าสุด เทียบเคียงกับเหตุการณ์ความรุนแรง 2 ครั้งก่อนหน้านี้มีความแปลกแยกแตกต่างไปจากเหตุการณ์ความรุนแรงก่อนหน้านั้นอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้าเหตุการณ์ความรุนแรง 3 ครั้งหลังสุด กลุ่มผีบุญขบวนการก่อเหตุรุนแรงจะโจรกรรมยานพาหนะสำหรับใช้ก่อเหตุไปกระทำการดัดแปลง แล้วซุกซ่อนวัตถุระเบิดไว้ในรถที่ถูกดัดแปลง ก่อนจะนำไปวางไปตามจุดเป้าหมายที่ต้องการสร้างความรุนแรง ช่องว่างระหว่างเวลาโจรกรรมรถ-ดัดแปลง-บรรจุระเบิด-นำไปวางในจุดก่อเหตุ ซึ่งกินเวลาหลายวัน เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถแจ้งรูปพรรณสัณฐานรถที่ถูกโจรกรรม เตือนภัยให้รับทราบล่วงหน้า ทำให้การลงมือของผู้ก่อเหตุถูกจำกัดลง กลุ่มผีบุญ ขบวนการก่อเหตุรุนแรงได้พลิกเกมสู้ด้วยยุทธวิธีแบบ “สายฟ้าแลบ” โดยลงมือโจรกรรมรถแล้วนำไปก่อเหตุแบบฉับพลันทันที ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจรกรรมรถ ซึ่งปิดโอกาสแจ้งความของเจ้าทรัพย์ และปิดโอกาสการแจ้งเตือนล่วงหน้าของเจ้าหน้าที่ ยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหลังความสำเร็จในการก่อเหตุรุนแรงของบรรดาเหล่าผีบุญ กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ยังอาจมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลง “ไส้ใน”ของคณะพูดคุยสันติสุข รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงการจัดกำลังของเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ที่เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อปี 2559-2560 กำลังทหารจากนอกพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 ซึ่งเคยกระจายความรับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยในแต่ละจังหวัด ถูกถอนออกไป เปิดทางให้กำลังกองทัพภาคที่ 4 ทำหน้าที่รับผิดชอบเบ็ดเสร็จ ร่วมกับกองกำลังทหารพรานและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน […]

ฉลาดเกมส์โกง.. “ตอบโจทย์” ประเทศไทย ???

ฉลาดเกมส์โกง อาจเป็นเพียงหนังที่สะท้อนความต้องการของเด็กรุ่นใหม่มาใส่ไอเดียผสมผสานจนกลายเป็นหนังทำเงิน เป็น 2 ชั่วโมงแห่งความเพลิดเพลินที่กว่าจะเป็นผลงานออกสู่สายตาผู้ชมไม่ใช่เรื่องง่ายนักโดยเฉพาะกับบทภาพยนตร์ เพราะมีรายละเอียดมากมายที่ต้องขบ ต้องคิดในรายละเอียด “ดูหนังดูละคร แล้วลองย้อนมองดูตน” ภาพที่ถูกฉายลงบนแผ่นฟิล์มชวนให้ต้องขบคิดจากสังคมการเดินเรื่องจากกรณี “โกงสนามสอบ” ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าต่อเนื่องจนเป็นข่าวดังระดับประเทศมาแล้ว แต่ในท้ายที่สุดกลับเป็นเพียงคลื่นกระทบฝั่ง จบแล้วก็เงียบห่างหายไป ก่อนจะเกิดการโกงครั้งใหม่เกิดขึ้น จนดูราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย  ฉลาดเกมส์โกงจึงเป็นเพียงหนังตัวอย่างที่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคม ที่หยิบเอาเรื่องของนักเรียนทุนเจ้าของเกรดเฉลี่ย 4.00 ทุกปีการศึกษา  อย่าง ”ลิน” ที่ต้องการช่วยเพื่อนสนิทอย่าง ”เกรซ” เด็กกิจกรรมแต่ผลการเรียนย่ำแย่ และ ”พัฒน์” เด็กที่บ้านรวยและคิดว่าเงินซื้อได้ทุกอย่าง ยินดีจ่ายค่าตอบแทนแบบสูงลิบ  เพื่อแลกกับการได้รับคำตอบจากเด็กอัจฉริยะอย่างลิน  ธุรกิจเกมส์โกงข้อสอบจึงเริ่มต้นจากหลักหมื่นเป็นหลักแสน และมีเป้าหมายสู่หลักล้าน ซึ่งคนจ่ายยินดีจ่ายเพิ่มเพื่อโกงข้อสอบเข้าสู่โรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก เสียงสะท้อนจากคนที่ได้ดูหนังต่างบอกเป็นเสียงเดียวว่า สนุก…มันส์! และอีกเสียงสะท้อนหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆคือนี่เป็นเกมส์สะท้อนความจริงที่น่าหวาดหวั่นอย่างที่สุด สะท้อนความจริงในแง่ที่ว่าเด็กยุคนี้กำลังถูกฟูมฟักให้เข้าใจว่า การสอบได้เกรดเฉลี่ยดี ๆหรือการเข้าเรียนในโรงเรียนมีชื่อเสียงคือความสำเร็จ จึงทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายโดยไม่สนใจว่าวิธีการจะถูกหรือผิด เพียงแค่ตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ ทำตามที่พ่อแม่ต้องการ เพราะกลัวพ่อแม่ผิดหวัง กลัวพ่อแม่เสียใจ  สำหรับพ่อแม่ที่เคยประสบความสำเร็จในด้านการเรียนและการทำงาน ย่อมต้องการถ่ายทอดสิ่งดี ๆเหล่านี้สู่ตัวลูก โดยวางกรอบการเลี้ยงดูให้เป็นไปตามที่ตนเองกำหนด ซึ่งหากลูกยอมรับวิธีการดังกล่าวก็ถือเป็นเรื่องดี กระนั้นก็ตามหากลูกไม่สามารถเรียนได้ดีตามความต้องการของพ่อแม่อาจใช้วิธีแบบในหนังพาตัวเองไปสู่เป้าหมายตามที่พ่อแม่ต้องการ โดยเก็บความต้องการแท้จริงของตัวเองไว้ภายในกลายเป็นความเครียด สับสน สุดท้ายทางออกจะเป็นอย่างไรได้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เป็นประจำ ในทางกลับกันหากลูกมองว่ากรอบที่พ่อแม่วางไว้คือการบีบบังคับอาจเกิดเป็นความเก็บกด […]

“โคเรียคิง” ธุรกิจโยงใยกำไรพันล้าน ปปง.- ดีเอสไอ ไม่สนใจเหรอ?

เป็นเรื่องที่ทำท่าจะไม่จบลงง่าย ๆ ซะแล้ว สำหรับ “กระทะโคเรียคิง” ที่โด่งดังในโลกโซเชียลมาเกือบสัปดาห์ ก่อนหน้านี้ว่ากันถึงตัวผู้บริหารที่นำเข้า ซึ่งทาง  1577 โฮมชอปปิ้งก็ออกมายอมรับแล้วว่า ความเกี่ยวพันกับกระทะยี่ห้อนี้ของผู้บริหาร อยู่ในสถานะ “ผู้นำเข้ามากระทะแพงจากประเทศเกาหลี” แน่นอนว่าต้นทุนการนำเข้าจากเกาหลีตามเสียงสวดจากเหล่าชาวไซเบอร์ ที่สรุปกันออกมาว่าราคาต้นทุนน่าจะอยู่แถว ๆ 300 กว่าบาทไทย จริงเท็จประการใดก็คงต้องไปสืบไปเสาะหาต่อกันเอาเอง ลากไส้มาจนหมดจดถึงชื่อของผู้บริหาร ผู้นำเข้ากับความเกี่ยวพันในกระทะเจ้าปัญหาใบนี้กับ หนุ่มนักบริหารมากความสามารถหน้าตาออกแนวเกาหลีที่ชื่อ “จุล โชติกะวรรณ” ที่บังเอิญว่าไปมีชื่อเป็นผู้มีอำนาจลงนามใน บ.โคเรียคิง (อ้างอิงจากการจดทะเบียนผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า) ไหน ๆ ก็ลากมาถึงจุดนี้แล้ว เมื่อกระแส “กระทะโคเรียคิง” ลุกลามออกไปลากมาถึงนี่ก็ต้องลากต่อให้เสร็จ 1577 โฮมชอปปิ้ง กับ “จุล โชติกะวรรณ” ที่ไม่รู้ไปเกี่ยวพันกันได้ยังไง และเป็นผู้นำเข้าตามที่เจ้าหน้าที่ 1577 กล่าวอ้างจริงหรือไม่ ยังคงเป็นคำถามที่ต้องรอคำตอบต่อไป แต่ชื่อถัด ๆมาอย่าง  “ณัฐวุฒิ หิรัญพันธุ์ทิพย์”  ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิโดริ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรากฏหลังการเสิร์ชข้อมูลจากกูเกิลขึ้นหรามาในฐานะแหล่งข่าวของสื่อที่ไปให้สัมภาษณ์ระบุว่าเป็น “ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์การตลาด กระทะโคเรียคิง” […]

นายกฯมั่นใจ “EEC – One Belt One Road” เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2560 ว่า ในอนาคต รัฐบาลหวังให้ พื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน ที่ตั้งของอุตสาหกรรมอนาคต และพื้นที่สำหรับการสร้างนวัตกรรม เป็นศูนย์กลางการคมนาคม การขนส่งและกระจายสินค้า และการบินของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ไทยเป็น gateway สำคัญหรือเป็นประตูเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ทั้งนี้พื้นที่ EEC จะตอบโจทย์อีก 1 ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสอดรับด้านการผลิต การขนส่ง และการเชื่อมต่อกับนโยบาย “One Belt One Road” ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน และนี่คือคำตอบว่าทำไมไทยต้องมีโครง สร้างพื้นฐาน ที่เชื่อมโยงกับจีนและประเทศอื่นๆ ทำไมไทยให้ความสำคัญกับการทำให้พื้นที่ EEC เพื่อให้เกิดการดึงดูดนักลงทุนทั่วโลก รวมทั้งจีนและประเทศอื่นๆ อีกด้วย แนวคิดการมี “One Belt One Road” นี้เป็นนโยบายของจีน ในการสร้างความเชื่อมโยงกับอีก 64 […]

“เพชฌฆาตสายโลหิต”

“อย่าแจ้งตำรวจนะ กลัวลูกติดคุก”…คำสั่งเสียจากลมหายใจเฮือกสุดท้ายของคนเป็นแม่ที่กระซิบข้างหูพ่อ ก่อนที่จะเซ่นสังเวยชีวิตตัวเองแก่ความระยำอมหิตของลูกชายสายโลหิต “นางอำพร” วัย 61 ปีคือแม่ผู้ล้นหลามไปด้วยความรักที่บริสุทธิ์ สะอาดมอบให้แก่ลูก แม้การกระทำของลูกจะสุดแสนอัปรีย์จัญไร และไม่สมควรได้รับการให้อภัย “นายธงชัย  แก้วดาว” วัย 36 ปี คืออวชาตบุตร อันหมายถึงที่ต่ำช้าสามานย์ ซึ่งก่อกรรมกระทำการ”มาตุฆาต”อย่างโหดเหี้ยม พฤติกรรมที่นายธงชัยกระทำต่อแม่บังเกิดเกล้า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทั่วไปคือการใช้ขวดเบียร์ทุบหัว…ใช้เท้ากระทืบร่างกายของแม่จนบอบช้ำไปทั่วทั้งตัว กระทั่งแม่ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน คดีลูกฆ่าแม่…ลูกฆ่าพ่อ ดูจะผุดโผล่ขึ้นมากมายและต่อเนื่อง  อีกทั้งยังแพร่กระจายไปทั่วในหลายจังหวัด  เหตุปัจจัยที่เป็นชนวนนำไปสู่ความเป็นลูกทรพี-เนรคุณไม่ว่าจะเหตุการณ์สดๆร้อนๆทั้งกรณีนายธงชัย  หรือกรณี “หมูหยอง” ..นายสาทิตย์  สาแก้ว ที่ก่อคดีฆาตกรรมซ้ำซากรวมทั้งก่อเหตุทำร้ายบิดาบังเกิดเกล้าถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส แม้จะมีอายุอ่อนเยาว์เพียงแค่ 18 ปี  รวมไปถึงการย้อนรอยคดีดัง “ลูกจ้างวานฆ่าพ่อ” ที่เป็นนักการเมืองระดับเจ้าพ่ออีสานใต้ตายอย่างอเนจอนาถคาคฤหาสน์หรู ในท้องที่สน.บางซื่อเมื่อเดือนมิ.ย. 2539  หากสรุปรวบยอดรวมความแล้วมีเพียงแค่ 2 ประการ ประการแรกคือ บันดาลโทสะเพราะโกรธเคืองพ่อแม่ที่ดุด่าว่ากล่าว โดยหน้ามืด ตามัว สติสัมปชัญญะบอดสนิท กระทั่งสิ้นคิดว่าคำดุด่าว่ากล่าวของพ่อแม่ ล้วนมีจุดกำเนิดจากความรัก..ความห่วงใย ด้วยหัวใจที่สุดแสนสะอาด ประการสุดท้ายคือ ความโลภ…ความอยากได้ทรัพย์สมบัติของพ่อแม่ มาไว้ในความครอบครองของตัวเองให้ได้มากที่สุด ปรากฏการณ์อวชาตบุตร กระทำการปิตุฆาต หรือ […]

ราคาพา “ฉงน”

ชาวบ้านชาวเมืองที่ชีพจรลงเท้าไปเตร็ดเตร่แถวสิงคโปร์ แล้วบังเอิญไปจ๊ะเอ๋กับกระทะยี่ห้อดังเข้าอย่างจัง และอดไม่ได้ที่จะปรี่เข้าไปส่องป้ายราคา แต่พอเห็นป้ายราคาชัด ๆแล้วต้องถึงกับเกิดอาการ “อึ้ง-ทึ่ง”…ทำไมมันช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว ??? กระทะยี่ห้อเดียวกันติดราคาขายในสิงคโปร์ เมื่อคิดคำนวณออกมาเป็นเงินบาทแล้วแค่ “หลักร้อย” แต่ที่นี่ประเทศไทย ตั้งราคาขายไว้ “หลักหมื่น”….แตกต่างห่างกันลิบลับถึง “สองหลัก” ผู้ค้าที่อยู่เบื้องหลังกระทะมหัศจรรย์ยี่ห้อนี้ ดูจะมีหน่วยพิเศษคอยติดตามความเคลื่อนไหวของปฏิกิริยามหาชนบนโลกออนไลน์ และรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึก “บ่จอย” ของชาวบ้านบนโลกออนไลน์ ที่มีต่อความเหลื่อมล้ำของราคาที่ต่างกันลิบลิ่ว จึงได้สำแดงปฏิกิริยาหยุดความหงุดหงิดแบบฉับไว ด้วยกลยุทธ์สุดง่าย “กระดาษแผ่นเดียว” เนื้อหาสาระสำคัญที่มุ่งหวังผลหยุดความรู้สึกไม่ดี ต่อความแตกต่างระหว่างราคากระทะในเมืองไทยกับสิงคโปร์ เน้นชี้แจงให้ชาวบ้านเชื่อสนิทใจว่าเป็นกระทะต่างรุ่นกัน โดยกระทะรุ่นที่ขายในเมืองไทย มีคุณภาพดีกว่าจึงขายในราคาแพงกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อมาดูกลยุทธ์ราคาของกระทะยี่ห้อดังรายนี้ ที่ใช้เป็นเครื่องมือดูดทรัพย์จากกระเป๋าชาวบ้านในเมืองไทย จะชัดเจนว่ามีการชูกลยุทธ์กำหนดราคาไว้ “สูงเสียดฟ้า” ใบละเฉียด 20,000 บาท แต่ขายกันจริง ๆเหลือแค่ใบละ 1,500 บาท โดยอ้างเป็นตุเป็นตะ และเป็นการถาวรว่าเป็นราคาส่งเสริมการขาย หรือราคาโปรโมชั่น ซึ่งก็ยังคงแพงกว่ากระทะคนละรุ่นที่ขายในสิงคโปร์อยู่กว่าเท่าตัวอยู่ดี หลายคนสงสัย “ตั้งราคาแบบนี้ก็ได้เหรอ? ”….“ไม่มีหน่วยงานไหนกำกับดูแลให้การตั้งราคาเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลเลยหรือ?” กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งคาดหวังว่าน่าจะมีบทบาทในการกวดขันดูแลให้การกำหนดราคาสินค้าและบริการเป็นไปอย่างสมเหตุสมผล ก็ออกอาการ “อิดออด -บ่ายเบี่ยง” ว่ากันตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พุทธศักราช 2542 […]

1 2 3 26