คลังเดินหน้า แก้หนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์

คลังเดินหน้า แก้หนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมมอบใบอนุญาตพิโค่ไฟแนนซ์ในโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบสำหรับผู้มีรายได้น้อยในจังหวัดนครราชสีมา หลังจากลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 14.1 ล้านคนพบว่ามีหนี้นอกระบบ 1.3 ล้านคน มูลหนี้ 7 หมื่นล้านบาท ส่วนนี้จะทำการแก้ปัญหาในเชิงรุก ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร( ธ.ก.ส.) ลงพื้นที่พูดคุยกับลูกหนี้ เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้เข้ามาในระบบเพื่อไม่ต้องรับภาระเสียดอกเบี้ยนอกระบบในอัตราที่สูง ขณะเดียวกันในการลงพื้นที่จ.นครราชสีมา ในวันที่ 21 ส.ค.60 โดยกระทรวงการคลังได้ทำการแจกใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์ เพิ่มเติม 5 ราย ทำให้ตอนนี้มีพิโกไฟแนนซ์ใน จ.นครราชสีมา จำนวน 11 ราย จากยื่นทั้งหมด 30 ราย

จึงมอบหมายให้ ธ.ก.ส.และออมสินเตรียมวงเงินให้กู้ฉุกเฉินรวม 1 หมื่นล้านบาท ปล่อยกู้ต่อราย 50,000 บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 0.85 ต่อเดือน  เช่นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ค่ารักษาพยาบาล ค่าเรียนบุตร สามารถกู้ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 10 ต่อปี ในส่วนของการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบมีความคืบหน้ามีคนเข้ามาขอจดทะเบียนเป็นพิโกไฟแนนซ์มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเจ้าหนี้กลัวผิดกฎหมาย ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงจำคุก หากปล่อยกู้ดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี การเป็นพิโกไฟแนนซ์คิดอัตราร้อยละ 36 ต่อปี แต่สามารถอยู่ได้หากมีหนี้เสีย เพื่อเดินหน้าแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้เป็นศูนย์ภายในปีนี้ตามเป้าหมาย

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่าสศค.อนุมัติผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัดภายใต้การกำกับ (สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์) ให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศแล้ว 119 ราย จากยอดคำขอใบอนุญาตทั้งหมด 322 ราย และเปิดให้บริการประชาชนแล้ว 60 ราย ถือว่าสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขหนี้นอกระบบของภาครัฐมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการหนี้นอกระบบเดิม เข้ามาในระบบสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์เพิ่มขึ้น คาดว่าจะสามารถทยอยอนุญาตให้มีการประกอบธุรกิจสินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ได้อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการช่วยให้ประชาชนไม่ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบด้วยอัตราดอกเบี้ยสูง

สำหรับกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบธุรกิจปล่อยกู้สินเชื่อพิโคไฟแนนซ์ จะต้องเป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท วงเงินให้กู้ยืมไม่เกินรายละ 50,000 บาท สามารถบริการได้ตามพื้นที่กำหนดไว้ โดยผู้ประกอบการจะคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ค่าบริการและค่าธรรมเนียมใดๆ จากลูกหนี้รวมกันแล้วไม่เกินอัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ 36% ต่อปี ส่วนการเรียกให้ชำระหนี้และการติดตามทวงถามหนี้ ตาม พ.ร.บ.ทวงหนี้ การคุ้มครองผู้บริโภคตามที่กฎหมายกำหนด

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส.ได้ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบสำหรับเกษตรกรและครอบครัว โดยให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนเพื่อนำไปชำระหนี้สินนอกระบบ เป็นการลดภาระทางการเงินให้กับเกษตรกร โดยธ.ก.ส.เตรียมวงเงินกู้ไว้รวม 10,000 ล้านบาท ให้กู้สูงสุดได้รายละไม่เกิน 100,000 บาท กรณีใช้บุคคลค้ำประกัน และสูงสุดไม่เกิน 150,000 บาท กรณีใช้ที่ดินจำนองค้ำประกัน คิดดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน หรือ 12% ต่อปี ผลดำเนินงาน ปัจจุบัน จ่ายสินเชื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้แล้ว 40,857 ราย เป็นเงินสินเชื่อ 3,978 ล้านบาท

นอกจากนี้ธกส.ได้เตรียมวงเงินสินเชื่ออีกจำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้เกษตรกรกู้เงินกรณีมีความจำเป็น เช่นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือนต่าง ๆ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร เป็นต้น โดยมีการผ่อนคลาย หลักประกัน เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ปัจจุบัน จ่ายสินเชื่อนี้แล้วจำนวน 2,780ล้านบาท ช่วยเกษตรกรได้จำนวน 58,352ราย

นายชาติชาย พยุหนาวีชัย    ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า ชาวบ้านลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยผ่านธนาคารออมสิน 434,885 ราย มูลหนี้ 23,653 ล้านบาท เป็นชาวบ้านในภาคอีสาน 146,119 ราย มูลหนี้ 8,433 ล้านบาท แยกเป็นชาวบ้านในนครราชสีมา จำนวน 23,392  ราย มูลหนี้ 1,413 ล้านบาท จึงต้องเร่งหาทางนำมาฝึกอบรมบ่มเพาะความรู้ประกอบอาชีพ เพราะขณะนี้ได้ปล่อยสินเชื่อฉุกเฉินไปแล้ว 39,000  ราย วงเงิน 1,600 ล้านบาท อยู่ระหว่างการพิจารณาปล่อยกู้  60,000 ราย

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 088-924-4942

แสดงความคิดเห็น