ดร.สมฤดี ชี้พลังสตรีคือ “นักช้อปผู้ยิ่งใหญ่”

ดร.สมฤดี ชี้พลังสตรีคือ “นักช้อปผู้ยิ่งใหญ่”

ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ปาไปเป็นตอนที่ 9 แล้ว สำหรับเรื่องราวของทฤษฎี Emotional Branding ตอนที่แล้วเราจบลงถึงเรื่องกลุ่ม Generation x และ Y เชื่อว่าคงทำให้ใครหลายคนได้มุมมองตลอดจนข้อคิดดี ๆที่ ดร.สมฤดี ศรีจรรยา กูรูผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ การตลาดไม่มากก็น้อย มาถึงเนื้อหาสำคัญในตอนนี้ที่ไม่แพ้ตอนก่อน ๆเพราะในตอนนี้ “ดร.สมฤดี”จะนำผู้อ่านไปพบกับเรื่องของพลังสตรีในความเป็น “นักช้อปผู้ยิ่งใหญ่” ส่วนจะยิ่งใหญ่ดังที่พูดไว้หรือไม่ไปดูกันเลย

ดร.สมฤดี กล่าวว่าไม่เพียงแต่การเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อศึกษาอารมณ์ วิถีชีวิต แนวความคิดและการตัดสินใจโดยใช้กลุ่มวัยเป็นบรรทัดฐาน แต่การมุ่งเป้าไปที่กลุ่มสตรีซึ่งไม่ใช่พลังเงียบในบ้านอีกต่อไป ในวงสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สตรีเริ่มได้บทบาทสูงขึ้นจนถึงระดับผู้นำประเทศในหลายประเทศ นักธุรกิจสตรีเข้ามามีบทบาทเด่นไม่น้อยหน้าบุรุษ ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศแต่ในเมืองไทยนี้เอง องค์กรใหญ่หลายแห่งก็นำโดยนักธุรกิจสตรี นักการตลาดสตรี และล่าสุดคือตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งที่บทบาทของคนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบหน้าที่และภาระในบ้าน การเลี้ยงลูก การบริหารความสุขสบายภายในบ้านและปัจจุบันต้องรับภาระนอกบ้าน ทัดเทียมหัวหน้าครอบครัวอีก แต่บทบาทที่ปฏิเสธไม่ได้คือการตัดสินใจ ซื้อสินค้าส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นเพื่อตัวเองหรือครอบครัวกว่า 80 % มาจากอิทธิพลของสตรีทั้งสิ้น

ไม่เพียงแต่การตัดสินใจเรื่องเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็น แต่สินค้าที่มีราคาแพงและมีบทบาทในครอบครัวสูง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องไฟฟ้า กว่า 50% ต้องพึ่งการตัดสินใจสุดท้ายจาก ผบ.สส.หรือผู้บัญชาการสูงสุดประจำบ้านหรือแม่บ้านทั้งสิ้น เหมือนละครตลกทางทีวีอเมริกันที่ลูกชายถาม Woody Allen ตลกเอกว่า “ในบ้านนี้ใครเป็นเจ้านาย พ่อหรือแม่” และ Woody ก็ตอบด้วยเสียงแข็งขันว่า “พ่อเป็นเจ้านายใหญ่สุดแต่แม่แกเป็นแค่คนตัดสินใจ”

ดร.สมฤดียังได้กล่าวต่อว่า อิทธิพลสตรีที่มีบทบาทต่อการตัดสินใจในการซื้อนี้เองที่ทำให้หลายธุรกิจต้องเปลี่ยนวิธีออกแบบโชว์รูม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้าให้เอาใจสตรีมากขึ้น แทนที่จะเน้นความโก้หรูสง่างามถูกใจคุณผู้ชาย แต่นักการตลาดสมัยใหม่และมัณฑนากรจะเข้าใจวิธีคิดของคุณสุภาพสตรีที่ต้องการความนุ่มนวล อ่อนโยน เป็นมิตร อบอุ่น ทำให้รู้สึกสบาย ๆและอยากจะอยู่นาน ๆ อยากจะเดินนาน ๆ มีลูกเล่นต่าง ๆ ที่ทำให้ Surprise หรือเอาอกเอาใจพิเศษ ห้างสรรพสินค้าบางแห่งมี VIP Lounge ที่มีห้องน้ำพิเศษ สะอาด สวยหรู และพนักงานยืนคอยบริการเอาใจ มีกาแฟ มีเครื่องดื่มรับรอง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ อุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกันที่ผู้บริหารผู้ยิ่งใหญ่ระดับสูงจะเป็นนักบริหารบุรุษคนดัง และทั้งวงการก็จะถูกครอบงำด้วยความคิดแบบผู้ชายว่ารถยนต์เป็นเรื่องการตัดสินใจของผู้ชาย กลุ่มเป้าหมายคือผู้ชายจึงเน้นด้านสมรรถนะความแรง ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรจุกจิก และกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งความคิดที่ยืนยาวติดต่อกันมา การโชว์ความยิ่งใหญ่ หรูหรา โชว์รูมรถอเมริกันก็เรียบง่าย แข็งๆ สง่างามน่าเกรงขาม ทั้งที่รู้ว่าสตรีมีบทบาทสำคัญไม่น้อยในการตัดสินใจเลือกซื้อรถ การไม่ศึกษาอารมณ์สตรีและความรู้สึกแบบผู้หญิงที่ช่างสังเกต ช่างติและสามารถทำให้การตัดสินใจของพ่อบ้านเบี่ยงเบนได้ ผลก็คือ ความล้มเหลวของวงการรถยนต์อเมริกันที่ไม่โดนใจตลาดแม้กระทั่งคนอเมริกันเอง เพราะแม้การโฆษณาก็ยังมุ่งตลาดผู้ชายเป็นสำคัญ เป็นการวางตลาดสินค้าที่ผิดจากกลุ่มผู้มีบทบาทตัดสินใจ (ใหญ่) และแรงจูงใจก็ไม่มีอะไรโดนใจ (แม่บ้าน)

ดร.สมฤดี ยังกล่าวต่อว่าในบทความที่ปรากฏใน Edmons.com ที่ตั้งคำถามกับนักธุรกิจอเมริกันว่า “อุตสาหกรรมรถยนต์ทำอะไรให้สตรีบ้างหรือเปล่า” และคำตอบก็คือโตโยต้าของญี่ปุ่นทั้งที่เป็นประเทศที่ผู้บริหารส่วนผู้ใหญ่เป็นผู้ชาย แต่โตโยต้ามีสิ่งเสนอนอกจากรูปร่าง เครื่องยนต์ ความประหยัด ซึ่งปัจจุบันไม่น้อยหน้าแล้ว แต่ยังมี Gadgets หรืออุปกรณ์ภายใน Function ไม่ว่าจะเป็นล็อกกันเด็ก ที่นั่งที่แขวนเบาะเด็กได้ ระบบเตือน ประตูล็อกอัตโนมัติ ฯลฯ ที่ล้วนถูกใจสตรีมากกว่ารถยนต์อเมริกันมากมาย และเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมตลอด ในขณะที่รถยนต์อเมริกันมีแต่เรื่องใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ แต่อย่างอื่นที่ถูกใจไม่มีอะไรเลย และเมื่อมาคิดได้ภายหลังก็สายไปเสียแล้ว

เธอยังได้กล่าวอีกว่า มีคำพูดที่น่าสนใจคือผู้จัดการฝ่ายโฆษณาของโตโยต้าในอเมริกา ที่กล่าวว่า “สตรีทั่วไปไม่ได้ดูรถแบบผู้ชายดู ผู้หญิงจะมีความละเอียดลออ ดูรายละเอียดภายในรถ ความสบาย การทดลองนั่งและการดูวิสัยทัศน์ภายใน ในขณะที่ผู้ชายยืนชมภายนอก ชื่นชมรูปร่างเพรียวสวยและแรงม้าของรถ” สิ่งที่ชาวดีทรอยต์ลืมศึกษาไปก็คือ 65% ของลูกค้าที่เป็นผู้นำรถมารับบริการภายหลังคือ สุภาพสตรี และข้อมูลที่สำคัญคือสตรีเหล่านั้นส่วนใหญ่ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนและครอบครัว แสดงว่าน่าสนใจใฝ่หาความรู้มากกว่าเพราะกังวลมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายใช้รถแค่กระโดดขึ้นขับและเมื่อกลับบ้านก็วางกุญแจทิ้งไว้

ในยุคปัจจุบันที่ Social Media กลายเป็นสื่อใหม่ที่ไม่เพียงแต่จะแทนที่ Media หรือการโฆษณาแบบทางเดียวในระบบเดิม เพราะอินเตอร์เน็ตและสื่อยุคใหม่เหล่านี้สามารถทำให้ผู้หญิงซึ่งอยากรู้อยากเห็นมากกว่าสามารถเข้าไปในเว็ปไซต์เพื่อฟังความคิดเห็นของผู้อื่น แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้ชำนาญและมีประสบการณ์ในรถแต่ละยี่ห้อซึ่งเป็นสังคมใหม่ที่แม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็มักจะให้คำแนะนำที่ดี น่าเชื่อถือกว่า Salesman ขายรถยนต์ที่มักพูดแต่ข้อดี ไม่ยอมบอกจุดอ่อนของรถที่ควรระวัง และต้องพิจารณาประกอบเลย

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ผู้หญิงอเมริกันกว่า 46 ล้านคนที่สนใจในสื่อ Social Media นี้ วิจัยล่าสุดสตรีลดเวลาในการดูทีวีลงเหลือเพียง 30 % ฟังวิทยุ 30 % อ่านนิตยสาร 36 % และอ่านหนังสือพิมพ์ 39 % แล้วหันไปให้ความสนใจในสื่อยุคใหม่ดังกล่าว ใช้เวลามากขึ้นและให้ความสำคัญมากขึ้นทุกปีเพระเป็นสื่อที่ถูกใจ สามารถโต้ตอบ พูดคุยกับบริษัทได้ คุยกับคนที่ใช้สินค้าเดียวกัน หัวอกเดียวกัน ถ้าตามทฤษฎี Emotional Branding คือต้องการมีความสัมพันธ์กับแบรนด์โดยตรง ทำให้เกิดความอบอุ่นใจ คลายกังวล เพิ่มความเชื่อมั่น

แต่แม้บริษัทส่วนใหญ่จะตระหนักในเรื่องนี้ แต่กลับมองข้ามพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าสตรีดังกล่าว และยังหันไปทุ่มเทงบในด้านการสื่อสารทางเดียวคือ แคมเปญโฆษณาโดยไม่เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของนักช้อปผู้ยิ่งใหญ่ผู้มีบทบาทสำคัญเหล่านี้เลย ซึ่งวันนี้ถ้าบริษัทใดยังคงมองข้ามผู้มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตและความเป็นความตายของสินค้าบริษัท วันหนึ่งก็จะรู้สึกและจะหันมาทบทวนก็ต่อเมื่อสายเสียแล้ว

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 088-924-4942

แสดงความคิดเห็น