ดร.สมฤดี ระบุแบรนด์ที่ดีต้อง “หยุดหัวใจ”ลูกค้า

ดร.สมฤดี ระบุแบรนด์ที่ดีต้อง “หยุดหัวใจ”ลูกค้า

ตอนที่แล้วเราจบลงถึงสิ่งที่ Marc Gobe ได้นำเสนอไว้ในประเด็นประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสื่อสำคัญในการให้เข้าถึงอารมณ์ ซึ่งถูกถ่ายทอดโดยได้นักเศรษฐศาสตร์และการตลาดที่มากด้วยความรู้ความสามารถอย่าง ดร.สมฤดี ศรีจรรยา พร้อมได้หยิบเอาหัวข้อเรื่องการสร้างพลังอารมณ์ที่รู้สึกได้ด้วยภาพ ก่อนจะจบลงในเรื่องแบรนด์กับสิ่งที่ได้เน้นย้ำว่า “โลโก้ที่ดีต้องมีชีวิตจิตใจ สัมผัสได้ รู้สึกได้ทันที”

ถึงตอนนี้ ดร.สมฤดี จะได้กล่าวต่อถึงเรื่องแบรนด์สินค้า ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามในการทำตลาดเรื่องของสินค้า เป็นเรื่องที่คนทำธุรกิจต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนจะมีรายละเอียดเช่นไรไปตามกันต่อเลย

การสร้างบุคลิกของแบรนด์ที่ดี “หยุดหัวใจ”

ดร.สมฤดีกล่าวว่าการต่อสู้ในวงธุรกิจที่เร้าใจที่สุดคือ วงการแฟชั่น วงการน้ำหอม วงการเครื่องสำอาง เพราะเต็มไปด้วยมือเซียนระดับโลกที่มีประสบการณ์สั่งสมมานาน เหมือนศิลปินจิตรกรที่บรรจงสร้างสรรค์สินค้าด้วยความรักเต็มหัวใจ ทุกสิ่งที่ดีไซน์ออกมาจะต้องคิดแล้วคิดอีกไม่ว่าจะเป็น Ad โฆษณาในนิตยสาร ป้าย Billboard บนอาคารใหญ่ การที่จะต้องหยุดหัวใจหรือกระตุ้นชีพจรลูกค้าด้วยภาพเดียว คำเดียวที่ทะลุไปถึงจิตใต้สำนึกหรือวิญญาณเป็นงานของมืออาชีพระดับโลกที่กำลังแข่งกันสุดชีวิต และนี่คือหัวใจของยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “Emotional Branding” ของ Marc Gobe

คำว่า“หยุดหัวใจ”นี้เป็นคำที่เห็นภาพชัดเจน  เพราะไม่ได้แปลว่าหัวใจหยุดเต้นเช่นภาพที่ทำให้ตกใจ (แทบสิ้นสติ) แต่เป็นภาพที่ล็อกเป้าหรือคำพูดที่ล็อกเป้า “โดนใจ” ทำให้คนหยุดคิดและในความเร็วของเสี้ยววินาทีนั้นสมองและอารมณ์ก็วิ่งต่อเป็นความ “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ” หรือ “ชอบมาก ชอบจริงๆ” ตามหลักแห่ง “จิต” ของพระพุทธเจ้าที่เปรียบลักษณะจิต 13 ประการว่าเหมือนลิง 13 ตัว ไม่อยู่กับที่ ร่อนเร่ ชอบเที่ยว มีฤทธิ์เหมือนหนุมานและเห้งเจียฯลฯ การหยุดจิตให้จดจ่อกับภาพของเรา คำพูดของเราแบบที่ Marc Gobe พูดนี้สามารถทำได้จริง ๆเพราะเขาและมือเขียนระดับโลกต่างก็ได้ทำมาแล้ว

  1. การสร้างพลังอารมณ์ที่รู้สึกได้ด้วยเสียง

สำหรับในประเด็นนี้ ดร.สมฤดีระบุว่าพลังแห่งเสียงที่สื่ออารมณ์และความรู้สึกเมื่อเด็กน้อยลืมตาขึ้นดูโลกครั้งแรก สิ่งที่เขาเห็นคือภาพใบหน้าของคุณพ่อคุณแม่ที่แย้มยิ้มอบอุ่นด้วยความดีใจ สิ่งที่ตามมา คือเสียงอันนุ่มนวลอ่อนโยน เสียงแห่งความรัก ซึ่งเขาอาจได้ยินมานานก่อนที่เขาจะลืมตาได้ เสียงนี่เองคือ สื่อแห่งอารมณ์และความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย เพราะบางครั้งมันซ่อนลึกอยู่ในจิตใต้สำนึกและฝังอยู่นาน แม้กี่สิบปีก็ไม่มีวันลืม เสียงเพลงกล่อมลูกให้นอนเสียงเปลที่ไกวออดแอด เสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งจากเมโลดี้ในตุ๊กตาน้อย พลังแห่งเสียงนี้เองที่ควบคู่กับพลังแห่งภาพ หลายคนเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างจะทำให้นึกถึงภาพวัยเด็ก ภาพที่ลืมไปแล้วแต่สามารถเรียกกลับมาได้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น เสียงรถไฟของคนที่เกิดมาอยู่ใกล้ทางรถไฟ เสียงกระดิ่งที่คอวัวสำหรับคนที่เคยนั่งเกวียน ทันทีที่ได้ยินเสียงก็จะนึกภาพได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เจ้าตัวเองก็ลืมภาพนั้นไปแล้ว

สิ่งที่เป็นสุนทรีย์ในอารมณ์ของมนุษย์มากที่สุดคือเพลง เพลงที่ประทับใจในชีวิตของทุกคนซึ่งผูกพันกับประวัติชีวิตมนุษย์แทบทุกคน ยิ่งบางบ้านที่เกิดมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยเสียงเพลงในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นจากเปียโนที่คุณแม่เล่น เสียงร้องเพลงร่วมกันตั้งแต่เด็กในวันคริสต์มาส การไปโบสถ์ที่อบอวลไปด้วยเสียงเพลงคอรัสอันไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ชาติไหน วัฒนธรรมใด ก็จะมีบทเพลงไพเราะประจำชาติประจำประเพณี เพลงที่ประทับใจในสังคม เพลงนี่เองที่เป็นสิ่งประโลมใจมนุษย์มากที่สุดในยามสุข ยามเศร้า เพลงคืออารมณ์ที่คนใฝ่ฝันหาในชีวิตประจำวัน

นอกจากเพลงคือเสียง เสียงพูดของมนุษย์ที่ตรงตามคำโบราณว่า “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” เสียงพูดของมนุษย์ คือมนต์สะกดจิตที่ในยุคที่ยังไม่มีตัวหนังสือก็จะใช้วิธีจำคำพูดและท่องสืบต่อกันมา ในยุคกรีกนักพูดสมัยนั้นที่โด่งดัง ไม่ว่าจะเป็น Socrates, Plato, Aristotle ล้วนเป็นนักปรัชญาที่ปะทะกันด้วยคารมและก็จำต่อกันมาจนยุคโรมันจึงมีการบันทึกคำพูด คำสั่งของ Julius Caesar และอาณาจักรก็ขยายออกไปได้ไกลกว่า แม้แต่ทุกวันนี้คำพูดก็ยังเป็นเครื่องมือการตลาดที่สำคัญยิ่งยวด นักพูดระดับโลก เช่น Anthony Robbin สามารถพูดครั้งหนึ่งทำเงินได้หลายล้านบาท คำพูดของเขาสามารถปลุกใจให้คนทั้งห้องนับพันคนเกิดความฮึกเหิมถึงขนาดเดินลุยข้ามกองไฟได้ คำพูดที่มีพลัง น้ำเสียง ความกระตือรือร้น ยิ่งเมื่อนำมาประกอบกับเสียงเพลง ซาวด์เอฟเฟกต์ แสงสี บรรยากาศ ทุกอย่างก็ทำให้อารมณ์มนุษย์คล้อยตามได้และเก็บไปเป็นความประทับใจ

อย่างไรก็ตาม ดร.สมฤดี ยังได้กล่าวต่อว่านักการตลาดรู้จักใช้เสียงเพื่อประโยชน์ทางการค้ามากว่าครึ่งศตวรรษนับตั้งแต่กำเนิดวิทยุและยังไม่มีโทรทัศน์ ในอดีตละครวิทยุกลายเป็นสื่อที่ชาวบ้านทุกบ้านเปิดเป็นความบันเทิงประจำบ้าน และแน่นอนโฆษณาในอดีตที่โด่งดังก็มาจากวิทยุทั้งสิน แม้ในสหรัฐอเมริกาเป็นที่รู้กันว่าสินค้าที่เกิดทุกวันนี้มาจากโฆษณาสบู่ที่เป็นสปอนเซอร์ละครวิทยุ จนได้ฉายาว่า “Soap Opera” ที่โด่งดังทั้งอเมริกา และในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน

นักเขียนโฆษณาวิทยุในอดีตจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสียง ที่จะต้องจับอารมณ์คนฟังด้วยเสียงที่ประทับใจ ไม่เพียงแต่การเขียนสคริปต์ให้เกิดจินตนาการคล้อยตาม การใช้เสียงประกอบที่เรียกกันว่า Sound Effects ที่แปลกหูและประทับใจจำได้ไม่รู้ลืม รวมถึงการคัดเลือกเพลงประกอบจากแผ่นเสียงยอดนิยมหรือเเต่งขึ้นมาใหม่ ที่เรียกกันว่า Jingle ถึงแม้ในปัจจุบันสื่อวิทยุจะลดบทบาทลงไปบ้าง แต่การทำสปอตวิทยุยุคใหม่ก็ยังใช้เสียงและคำพูดเป็นตัวเอกเพื่อสร้างอารมณ์ให้คล้อยตาม

ในทันทีที่สื่อโทรทัศน์เข้ามาแทนวิทยุทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ปัจจุบันทุกบ้านมีโทรทัศน์และบางบ้านมีหลายเครื่องแยกไปตามห้องนอนของกลุ่มเป้าหมาย นักการตลาดจึงหันมาใช้โฆษณาโทรทัศน์เป็นสื่อหลัก เพระได้ถึงสองมิติพร้อมกันคือเสียงและภาพ งานใหญ่ที่ทุกคนหันไปให้ความสนใจคือการคิดคำพูด คิดภาพประทับใจ แต่สิ่งที่ไม่ลืมคือเสียงก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะช่วยเสริมให้เกิดอารมณ์และจินตนาการอย่างยิ่งใหญ่ แม้ในวงการภาพยนตร์ก็เช่นเดียวกันการสร้างเพลงประกอบที่ไพเราะเป็นรางวัลที่ต้องชิงออสการ์ ขณะเดียวกันการให้เสียงประกอบก็ทำให้ภาพยนตร์นั้น ตื่นเต้นชวนขนหัวลุก และบางครั้งถึงกับตกใจแทบสิ้นสติเพราะการวางเสียงประกอบที่เก่งกาจในอารมณ์เดียวกัน ภาพที่ชวนฝันของพระเอกนางเอกและเพลงประกอบที่สร้างบรรยากาศ ทำให้ภาพนั้นยิ่งโรแมนติกและคนก็จำได้ไม่รู้ลืม

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 088-924-4942

แสดงความคิดเห็น