เจ๊า!…เจ๊ง!…เจี๊ยะ!…. ใครได้ใครเสียจากค่าแรงขั้นต่ำ

เจ๊า!…เจ๊ง!…เจี๊ยะ!…. ใครได้ใครเสียจากค่าแรงขั้นต่ำ

หลังจากมติประกาศขอขึ้นค่าแรงของคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 ได้ประกาศขึ้นมา โดยได้แบ่งลำดับการขึ้นค่าแรงถึง 7 ขั้น ได้ส่งผลการวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มที่เกี่ยวข้องมากมาย ว่าไม่เหมาะสม ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ มีคนได้ประโยชน์ มีคนเสียประโยชน์ แล้วจริงๆ เป็นอย่างไร

จากที่เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2561 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างชุดที่ 19 มีมติเห็นชอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในทุกจังหวัดประจำปี 2561 มาอยู่ในช่วง 308-330 บาท/วัน (เฉลี่ย 315.97 บาท/วัน) จากอัตรา 300-310 บาท/วันในปี 2560 (เฉลี่ย 305.44 บาท/วัน) ซึ่งจะนำเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2561 เป็นต้นไป โดยการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีนี้เป็นการปรับขึ้นแบบไม่เท่ากันทั่วประเทศตามแต่ละพื้นที่โดยจัดกลุ่มจังหวัดแบ่งค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 7 ระดับ แตกต่างจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีก่อนที่แบ่งเป็น 4 ระดับ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเพิ่มตัวแปร เช่น ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI), ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) รวมถึงผลิตภัณฑ์มวลรวมของจังหวัด (GPP) เข้ามาในสูตรการคำนวณอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแบบใหม่

 

ดูเหมือนการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในครั้งนี้แม้จะผ่านมติมาจากการประชุมของคณะกรรมการค่าจ้างซึ่งมีหน่วยงานทั้งจากภาครัฐ ฝ่ายผู้ประกอบการ และฝ่ายแรงงาน แต่ก็มีกระแสการต่อต้านทั้งจากฝ่ายผู้ประกอบการนำโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ตลอดจนแรงงานบางส่วน เรามาดูกันว่า การขึ้นค่าแรงในปี 2561 นี้กระทบกับใครฝ่ายไหน มากน้อยเพียงใด

 

แรงงานผลประโยชน์ทางตรง

การปรับค่าจ้างขั้นต่ำโดยเฉลี่ยในปีนี้ที่อยู่ในระดับ 315.97 บาท/วัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 305.44บาท/วัน ซึ่งเพิ่มขึ้นมาประมาณ 3.44 เปอร์เซ็นต์ในขณะที่ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยประเมินว่ากลุ่มประชากรแรงงานที่อยู่ในระดับที่จะต้องขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้มีประมาณ 20.2 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนแรงงานต่อต้นทุนรวมอยู่ที่ระหว่าง 8-14 เปอร์เซ็นต์การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อ 0.06 เปอร์เซ็นต์ และคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2561จะอยู่ที่ร้อยละ 1.1 ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วการขึ้นค่าแรงนี้สูงกว่าแรงต้านของอัตราเงินเฟ้ออย่างมีนัยยะสำคัญแม้ว่าการปรับในครั้งนี้จะไม่เท่ากันทั้งประเทศก็ตาม สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใช้แรงงานมีอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นกว่าเดิม ลดแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพสูง

 

ส่งเสริมยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างงาน

จากโครงสร้างการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่ไม่เท่าเทียมกัน โดยโซนที่มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำสูงที่สุดคือ จ.ภูเก็ต จ.ชลบุรี จ.ระยองปรับขึ้นเป็น 330 บาท ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าเป็นจังหวัดที่อยู่ในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งสอดคล้องไปกับนโยบายภาครัฐที่ต้องการดึงดูดแรงงานที่พอจะมีทักษะฝีมือให้เคลื่อนย้ายมาทำงานในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน จังหวัดที่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำในอัตราที่น้อยที่สุดที่ 308 บาท/วัน ยังเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนน้อย ค่าจ้างขั้นต่ำที่ปรับเพิ่มไม่มากแต่สอดคล้องกับค่าครองชีพของแรงงานก็น่าจะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการเข้าไปลงทุนมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างงานในคนในพื้นที่มากขึ้นตามไปด้วย

 

ผลต่อผู้ประกอบการ

ถ้าจะถามว่าการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการรายใหญ่หรือไม่ แทบตอบได้ว่าเกือบจะไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งนี้เป็นผลมาจากรายใหญ่ส่วนใหญ่หันไปพึ่งกระบวนการผลิตแบบ Automation มากขึ้น พึ่งพาแรงงานน้อยลง และโดยโครงสร้างก็มีรายได้ที่สูงกว่าอุตสาหกรรมรายเล็กเพราะต้องแข่งขันด้านคุณภาพบุคลากรในท้องตลาดแรงงานเดียวกัน แม้แต่รายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่าธุรกิจที่แต่เดิมจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่มากหรือพึ่งพิงแรงงานกึ่งมีฝีมือ (Semi-skilled labors) เป็นหลัก ก็อาจจะได้รับผลกระทบทางอ้อมเนื่องจากจำต้องปรับเพิ่มค่าจ้างของแรงงานกึ่งมีฝีมือเพื่อรักษาระดับความต่างของค่าจ้างระหว่างแรงงานกึ่งมีฝีมือและแรงงานไร้ฝีมือไว้ท่ามกลางสภาวะตลาดแรงงานที่ตึงตัวขึ้นด้วย  ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของธุรกิจและอุตสาหกรรมในภาพรวมเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.3 ของต้นทุนทั้งหมด และประเมินว่าการขึ้นค่าแรงในครั้งนี้น่าจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้แรงงานเข้มข้นมีต้นทุนเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.4 ของต้นทุนทั้งหมด

 

ผลต่อมหภาค

รายได้ของแรงงานไม่มีฝีมือและแรงงานกึ่งมีฝีมือที่เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพบางส่วนของแรงงาน รวมถึงช่วยหนุนการใช้จ่ายของครัวเรือนให้เพิ่มขึ้นตามกำลังซื้อที่สูงขึ้น ส่งผลบวกต่อมูลค่าจีดีพีในประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการในส่วนแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อประกอบกับต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น ก็อาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจถ่ายโอนภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นผ่านทางด้านราคาสินค้าและบริการ ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า จะทำให้ระดับราคาสินค้าและบริการของผู้บริโภคในปี 2561 เพิ่มขึ้นราวร้อยละ 0.06 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

 

ทั้งนี้ จากการประเมินผลกระทบต่อมูลค่าจีดีพีของไทยในปี 2561 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลต่อมูลค่าจีดีพีอย่างไม่มีนัยสำคัญ กล่าวคือ ผลสุทธิของมูลค่าจีดีพีจะลดลงเล็กน้อยราวร้อยละ 0.02 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังคงประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2561 ไว้ที่ร้อยละ 4.0 และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในปี 2561 ที่ร้อยละ 1.1 ดังเดิม

 

กล่าวโดยสรุปการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปี 2561 นี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2.6 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อต้นทุนผู้ประกอบการ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลต่อเงินเฟ้อ 0.06 เปอร์เซ็นต์ และกระทบต่อจีดีพี -0.02 หรือแทบไม่ส่งผลกระทบ

 

สิ่งที่จะเป็นผลกระทบในเชิงจิตวิทยานั่นก็คือการฉกฉวยขึ้นราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้ประกอบการโดยอาศัยข้ออ้างในการขึ้นค่าแรง ซึ่งปัญหาดังกล่าวทางกระทรวงพาณิชย์ก็ได้พยายามเรียกผู้ประกอบการรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยการผลิตดังกล่าวมาทั้งขอความร่วมมือและป้องปรามไม่ให้เกิดการฉกฉวยโอกาสในครั้งนี้

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 092-4429342, 02-1020379 ต่อ 415

แสดงความคิดเห็น