บราซิล ระงับข้อพิพาท “น้ำตาลทราย” ถึงเวลาโลกต้องหันมองไทย

บราซิล ระงับข้อพิพาท “น้ำตาลทราย” ถึงเวลาโลกต้องหันมองไทย บราซิล ระงับข้อพิพาท “น้ำตาลทราย” ถึงเวลาโลกต้องหันมองไทย

ผลงานรัฐบาลแม้อาจต้องใช้เวลา แต่เริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัด โดยเฉพาะผลงานของทีมเศรษฐกิจ ที่นำโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ผ่านการบริหารงาน ของ ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

เมื่อบราซิล ระงับการยื่นของตั้งผู้พิพากษาในข้อพิพาทต่อรัฐบาลไทยภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO)  กรณีไทยอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลทราย และพร้อมที่จะร่วมประชุมหารือ และศึกษาการดำเนินการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และการแก้ไขพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทรายระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต และการพัฒนาบุคลากรในสาขาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย และอุตสาหกรรมชีวภาพกับไทย

 

กรณีดังกล่าวอาจแสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมน้ำตาลของประเทศไทยกำลังเดินมาถูกทาง ต้องยกเครดิตให้กับ กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ซึ่งได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาตลอดจนการเจรจาหารือกับบราซิลอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

 

การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลใหม่นั้น จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลทรายเป็นไปตามกลไกการตลาด ด้วยระบบนี้เราจะเห็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย (กท.) ในการดูแลราคาน้ำตาลทราย ทั้งการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อราคาตกต่ำ และการดูแลผู้บริโภคเพื่อราคาขายปลีกสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งน้ำตาลทราย ยังคงอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุมต่อไป โดยราคาขายปลีกน้ำตาลทรายในประเทศอยู่ที่ ก.ก.ละ 21.50 บาท ลดลง2 บาทจากเดิม ก.ก.ละ 23.50 บาท ก่อนหน้านี้

ขณะเดียวกันก็ยืนยันถึงนโยบายของกระทรวงอุตสาหกรรม กับมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการ เพื่อการยกระดับสู่ Industry 4.0 เริ่มจะเห็นผลปรากฏอย่างเป็นรูปธรรม

 

ท่าทีของบราซิล อาจเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ว่าการเปลี่ยนแปลงด้านอุตสาหกรรมของรัฐบาลนี้กำลังเดินมาถูกทางแล้ว สอดรับกับข่าว กลุ่มอาลีบาบา ซึ่งนำโดย แจ๊ค หม่า ที่จะเปิดตัวการลงทุนใน EEC กลางเดือนเมษายนนี้ และการเดินทางมาเยือนไทยของ รัฐมนตรี METI ของญี่ปุ่นในต้นเดือน พฤษภาคม กับการหารือในโครงการ Open Innovation Columbus การดึงผู้ประกอบการใหม่ (Start up) สัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งจะเข้ามาแสวงหาพื้นที่การสร้างนวัตกรรมใหม่ในประเทศไทย ปรับเปลี่ยนจากแรงงานคนสู่การใช้เครื่องจักร และ Automation เมื่อโลกกำลังหันมองไทยอีกครั้ง เพราะ อย่างไร Thailand ยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาส และน่าลงทุน

แสดงความคิดเห็น