หาดใหญ่ไม่มีวันตาย HATYAI NEVER DIED

หาดใหญ่ไม่มีวันตาย HATYAI NEVER DIED

ชัยวุฒิ บุญวิวัฒนาการ อดีตนายธนาคารในหาดใหญ่ เขียนบทความสวนกระแส ยืนยัน หาดใหญ่ไม่มีวันตาย

เนื่องจากมีข่าวว่าฤๅหาดใหญ่จะสิ้นมนต์ขลัง ธุรกิจปิดตัว

ผมจั่วหัวอย่างนี้โดยที่ผมไม่ใช่คนหาดใหญ่โดยกำเนิด แต่เป็นเขยหาดใหญ่ ผมมาอยู่หาดใหญ่ประมาณปี 2524 โดยแต่งงานและพ่อตาขอให้มาช่วยงานที่หาดใหญ่ มาทำงานด้านโลจิสติกส์(สมัยนั้นคำนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก) พ่อตาผมมีรถบรรทุกเกือบร้อยคัน เรือเดินทะเล 3 ลำ คลังสินค้าที่จดทะเบียนคลังเป็นรุ่นแรก ๆของหาดใหญ่ จากนั้นผมได้ผันตัวไปเป็นนายธนาคาร ได้มาเป็นผู้จัดการธนาคารในหาดใหญ่ในยุคที่นายธนาคารใหญ่มากเพราะปล่อยผ่านเช็คได้เองที่สาขา (ผมได้ปล่อยสินเชื่อสร้างเศรษฐีหน้าใหม่ในหาดใหญ่ไม่น้อย)

ในตอนเป็นนายธนาคารก็ได้เห็นความเจริญเติบโตของหาดใหญ่มาตลอดเพราะสงขลามีสิบกว่าอำเภอปริมาณเงินฝากและเงินให้สินเชื่อมาโปะรวมศูนย์กันที่หาดใหญ่เกือบร้อยละแปดสิบของจังหวัด ตอนมาอยู่ใหม่ ๆ ก็จะมีเรื่องเล่ากันว่าคนหาดใหญ่จะนั่งรถเบ๊นซ์แต่งตัวโก้ไปกู้เงินคนสงขลา(คนสงขลาจะเป็นคหบดีมีเงิน) ส่วนคนสงขลาจะนั่งรถไฟ(ค่ารถไฟประมาณ 1.50 บาท) มาเก็บดอกเบี้ยที่หาดใหญ่และต้องพาปิ่นโตมาด้วยเนื่องจากกินข้าวหาดใหญ่ไม่ลงเพราะแพงมาก คนเมืองสงขลามีสตังค์ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศหรือไปเรียนเมืองหลวง ลูกหลานไม่มีใครกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ร้านรวงในสงขลาพากันทะยอยปิดตัวเงียบ(เพิ่งมาสองสามปีที่ผ่านมาที่มีคนสงขลาที่ร่ำรวยอยู่แล้วและไปสร้างเนื้อสร้างตัวร่ำรวยอย่างคุณรังษี  รัตนปราการกลับมา มาร่วมกับคนสงขลาในภาคีคนรักสงขลา ช่วยกันขยับสงขลาจากเมืองปิดเป็นเมืองที่ใครต่อใครก็อยากมาถ่ายรูปกับอาแปะที่นั่งกินกาแฟตรงมุมถนนรามัญตัดกับถนนเก้าห้อง)


กลับมาที่หาดใหญ่ในช่วงที่ผมมาอยู่หาดใหญ่ในช่วงปี 2524 นั้นจีนยังไม่เปิดประเทศสินค้าจากจีนแผ่นดินใหญ่จะผ่านทางฮ่องกง มาทางเรือมาขึ้นท่าเรือปีนัง และทะลักเข้าไทยผ่านทางด่านปาดังเบซาร์ ดังนั้นหาดใหญ่จะเป็นสวรรค์ของนักช๊อบปิ้งชาวไทยทั้งประเทศ (ตอนผมจบปริญญาตรีกฎหมายหลังผ่านการอบรมการว่าความขึ้นทะเบียนเป็นทนายความในยุคนั้นทนายความทุกคนจะมีกระเป๋าแซมโซไนท์ใส่ครุยส์ว่าความกับสำนวนถือไปศาลทุกคนผมยังฝากเพื่อนที่ขึ้นล่องกรุงเทพ-หาดใหญ่ ช่วยซื้อกระเป๋าแซมโซไนท์จากหาดใหญ่ไปให้เลยครับ) ย้อนกลับไปในยุคนั้นทั้งภาคราชการและภาคเอกชนจะต้องจัดประชุมที่หาดใหญ่ เพื่อได้ไปช๊อบปิ้งกันทั้งนั้น(ผมมารู้จักภรรยาก็เพราะตอนนั้นผมอยู่กระทรวงพาณิชย์ผมเป็นกรรมการเลขานุการข้าว ต้องมาซื้อข้าวรักษาระดับราคาข้าวมากที่สุดคือข้าวพัทลุง แต่พวกเรามาจัดซื้อและพักที่หาดใหญ่)

ช่วงที่มาอยู่หาดใหญ่ในช่วงนั้นถนนนิพัทธ์อุทิศ 3 คึกคักมาก ยังจำได้ว่าช่วงนั้นกำนันคนดังของสตูลถูกจ่อยิงหัวบริเวณหน้าโรงแรมยงดีประมาณทุ่มเศษๆ ผมจำได้ว่าเดินอยู่แถวๆนั้นด้วยเห็นคนวิ่งอลมาน ประมาณไม่เกินชั่วโมงทุกอย่างคึกคักเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  หาดใหญ่เจริญเติบโตมาประมาณร้อยปีเศษนิดๆ ดูจากเอกสารตั้งจงหัวมูลนิธิ เพราะเจียกีซี(ขุนนิพัทธ์จีนนคร) และซีกิมหยง สองสหายผู้รับจ้างสร้างทางรถไฟ  ฝรั่งสร้างจากกรุงเทพฯถึงหัวหินฝรั่งหมดทุนหยุดถึงที่นั่น สองท่านเห็นช่องรับจ้างทางราชการสร้างต่อจากหัวหินถึงบัตเตอร์เวิร์ด เจียกีซี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนนิพัทธ์ ก็จัดสรรที่ดินให้คนจีนอยู่ในหาดใหญ่

ผมเรียกตัวแบบเจียกีซี-ซีกิหยง 1. มีงานทำ (ในยุคนั้นกรรมกรสร้างทางรถไฟ ยังไม่มีพม่า เข้ามา กรรมกรที่ดีในยุคนั้นคือกรรมกรจีน ) การมีงานทำจึงเป็นหนึ่งหลังจากสร้างทางรถไฟเสร็จกรรมกรหลายคนผันตัวไปทำเหมืองแร่ดีบุกต่อ  2. มีบ้านอยู่(ขุนนิพัทธ์จีนนครจัดสรร(จัดเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นแรกก็ไม่น่าผิด) ทั้งเช่าหรือซื้อ) 3. ลูกหลานมีที่เรียน (ซีกิมหยงยกที่ดินสร้างโรงเรียนภาษาจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือโรงเรียนศรีนครในปัจจุบัน ผมเคยเห็นพินัยกรรมของท่านซีกิมหยงเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ที่เขียนด้วยลายมือท่านเอง)และยกที่ดินให้มิชซังอิตาลี่สร้างโรงเรียนแสงทอง 4.เจ็บไข้ได้ป่วยมีหมอฝรั่งรักษา(เมื่อมิชซังสร้างโรงเรียนก็นำเอาโรงพยาบาลมิชชั่นและหมอฝรั่งเข้ามาด้วย) 5. แก่ตัวมามีจงหัวมูลนิธิดูแลคนชราตรงที่คนหาดใหญ่เรียกอนาถา ตรงนั้นยังมีคนแก่ในยุคสร้างทางรถไฟและกรรมกรเหมืองแร่เหลือไม่เกิน 5 คน

6. ตายไปมีที่ฝังศพที่สุสานบ้านพรุ(ขึ้นไปแค่เนินเตี้ยๆจะเห็นว่าท่านเหล่านั้นนอนสงบมองเห็นหาดใหญ่ทั้งเมือง)  ด้วยตัวแบบดังที่ว่าคนจีนทุกภาษาเคลื่อนย้ายตามเจียกีซีและซีกิมหยงเข้ามาอยู่ในหาดใหญ่ อาหารการกินของหาดใหญ่หากเป็นอาหารจีนมีครบทุกภาษา(ภาษาจีนที่ว่าคือ ฮกเกี้ยน แต้จิว แคระ(ฮากกา) ไหหลำ และกวางตุ้ง(กว่างซี) ) จงหัวมูลนิธิ ทั้งสองท่านไม่ได้ให้ลูกหลานบริหารจัดการ ใช้สมาคมภาษา 5 สมาคมที่ผมยกหมุนเวียนกันมาบริหารจัดการมูลนิธิ

ผมว่า เรื่องอาหาร จากกรุงเทพบินมาทานอาหารที่หาดใหญ่คุ้มกว่าไปฮ่องกงและถูกกว่ากินในกรุงเทพ ในสมัยที่ภัตตาคารไหหว้าเทียนยังอยู่ท่านอาจารย์หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์  ปราโมชเคยเขียนบทความในข้างซอยสวนพลูว่าหูฉลามที่ไหหว้าเทียนอร่อยที่สุดในโลก เฉพาะเรื่องอาหารการกินของหาดใหญ่เป็นที่ขึ้นชื่อลือชา และกินกันทั้งเดือนอาจทานไม่ครบ  เมื่อทางรถไฟไปถึงบัตเตอร์เวิร์ด คนจีนในมาเลเซียก็เข้ามาติดต่อค้าขายกันคนจีนในหาดใหญ่(ในช่วงที่ผมมาอยู่หาดใหญ่ใหม่ๆช่วงนั้นบรรดากุมารจีนมาเลเซียจะมาเที่ยวผู้หญิงในหาดใหญ่เป็นส่วนใหญ่ ผมยังเคยเห็นคนสูงอายุชาวจีนมาเลเซียจูงมือภรรยามาดูโชว์ลามกในหาดใหญ่เพราะในมาเลเซียไม่มีโอกาสได้ดู หลังจากมีการอัญเชิญเจ้าแม่กวนอิมขึ้นเขาคอหงส์ กิจกรรมนรกจกเปรตในหาดใหญ่ค่อยๆหายไปอยู่ออกไปอยู่ที่อื่น) หาดใหญ่เปลี่ยนแปลงที่ชาวมาเลเซียเป็นครอบครัวมาเที่ยวมากขึ้น

(ในช่วง 2540 เมืองไทยเกิดต้มยำกุ้ง มหาธีร์เป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งจำกัดเงินตราให้คนมาเลเซียเอานอกประเทศได้ไม่เกินคนละพันริงกิต จำได้ว่าคนหาดใหญ่สมัยนั้นก็พากันปริวิตกมีการจัดประชุมเตรียมการในช่วงนั้นผมเป็นผู้จัดการตลาดทุนอยู่ผมบอกว่าคนหาดใหญ่กับคนสุไหงโกลก ควรเอาดอกไม้ไปขอบคุณท่านนายกมหาธีร์ เพราะคำสั่งของท่านมหาธีร์ เท่ากับบอกเป็นนัย กับคนมาเลเซียให้ไปได้แค่หาดใหญ่กับสุไหงโกลก  และก็เป็นจริงดังว่า) หาดใหญ่ผ่านเรื่องผ่านราวมาเยอะ ก่อนหน้าวิกฤติเงินตรา ก็มีเรื่องซุปเปอร์โกโนเรียที่ด่านพรมแดนมาเลเซียกับไทยผมยังจำได้มาเลเซียติดป้ายว่าประเทศไทยมีปัญหาซุปเปอร์โกโนเรียไปเมืองไทยตายลูกเดียว บรรดาแม่บ้านชาวจีนในมาเลเซียยื่นคำขาดห้ามสามีเข้าหาดใหญ่ ยังจำได้ว่ารัฐมนตรีสาธารณสุขไทยน่าจะเป็นนายหัวชวน เป็นรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงการณ์ในเรื่องโรคซุปเปอร์โกโนเรีย บรรดาผู้ประกอบการในหาดใหญ่มีการเผาโลงศพรัฐมนตรีสาธารณสุขในสมัยนั้นประท้วง

มาถึงยุคการเกิดด่านนอกผู้ประกอบการหาดใหญ่ก็กลัวว่าด่านนอกจะแย่งลูกค้าหาดใหญ่ไปหมด สุดท้ายก็เป็นลูกค้าคนละกลุ่ม ชัดเจน  หาดใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านสารพัดวิกฤต จนยุคที่เกิดระเบิดในหาดใหญ่ก็ผ่านมาเยอะมาก ผมก็ยังยืนยันว่าหาดใหญ่ไม่มีวันตาย ผมว่าหาดใหญ่เป็นยิ่งกว่านกฟีนิกซ์ที่ไม่ตาย แต่ต้องรีแบรนด์ เพราะแบรนด์หาดใหญ่ยังเป็นอมตะ ไปดูทุกจังหวัดในประเทศไทยทอดไก่ติดป้ายไก่ทอดหาดใหญ่ ขายดิบขายดี ขายซาลาเปาติดป้ายซาลาเปาหาดใหญ่ ขายเป็นเทน้ำเทท่า ผมดีใจที่สื่อทีวีบางช่องไปออกข่าวว่าหาดใหญ่สิ้นแล้วเป็นการกระตุกต่อมของคนหาดใหญ่ต้องสุ่มหัวอาจต้องเกิดภาคีคนรักหาดใหญ่ มาดูทุนที่หาดใหญ่มีมหาศาล(ทุนที่ว่านี้ไม่ได้หมายเพียงเงิน) (ผนเคยเป็นผู้จัดการตลาดทุน หาดใหญ่เป็นเมืองที่มียอดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นรองแค่กรุงเทบเท่านั้น)

ถึงเวลาที่มีคนรุมวิจารณ์หาดใหญ่มากๆ คนหาดใหญ่(ไม่เอาพวกสิ่งชำรุดของเมือง) หาดใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านวิกฤตใหญ่ๆ หลายต่อหลายครั้ง วันนี้ลูกหลานคนหาดใหญ่เติบโตไปทำงานที่อื่นมากมายร้านรวงจึงปิด ติดป้ายให้เช่า ขาย เหมือนกับสงขลาช่วงหนึ่ง แต่ยังมีลูกหลานหลายต่อหลายคนที่กลับมาทำธุรกิจในหาดใหญ่ ผมอยากเห็นการรวมตัวกันรีแบรนดิ้งหาดใหญ่ครั้งใหญ่ ครับหาดใหญ่ไม่มีวันตายครับ


HATYAI NEVER DIED

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 092-4429342, 02-1020379 ต่อ 415

แสดงความคิดเห็น