“ธนบัตรแบบใหม่” 3 มิติ เคลื่อนไหวได้ สลับสีเมื่อเปลี่ยนมุมมอง

“ธนบัตรแบบใหม่” 3 มิติ เคลื่อนไหวได้ สลับสีเมื่อเปลี่ยนมุมมอง

ธนบัตรแบบใหม่ปี 61 ก้าวล้ำนำสมัย ลวดลายสามมิติเคลื่อนไหวได้และเปลี่ยนสลับสีได้เมื่อเปลี่ยนมุมมอง พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ต่อต้านการปลอมแปลง

เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าในปี 2561 นี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำหนดนำธนบัตรแบบใหม่ออกใช้หมุนเวียนในระบบ โดยได้นำธนบัตร 3 ชนิดราคาแรก ได้แก่ 20 บาท 50 บาท และ 100 บาท ออกใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ซึ่งตรงกับวันจักรี จากนั้นได้นำธนบัตรชนิดราคา 500 บาท และ 1,000 บาท ออกใช้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา

ภาพด้านหน้าธนบัตร เชิญพระสาทิสลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศของกองทัพอากาศ เป็นภาพประธาน

ภาพด้านหลังธนบัตร เชิญพระบรมสาทิสลักษณ์พระมหากษัตริย์ 2 พระองค์ เรียงตามลำดับรัชกาล เป็นภาพประธานด้านหลังธนบัตรแต่ละชนิดราคา

ก้าวล้ำนำสมัย

คือนิยามที่สะท้อนถึงความพิเศษของธนบัตรแบบใหม่ได้ดีที่สุด เพราะได้นำ “หมึกพิมพ์แม่เหล็กสามมิติเปลี่ยนสีได้” เทคโนโลยีต่อต้านการปลอมแปลงที่พัฒนาขึ้นใหม่ ผนวกกับการพิมพ์ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์พิเศษมาใช้เป็นครั้งแรกในธนบัตรไทย ทำให้เกิดลวดลายสามมิติเคลื่อนไหวได้และเปลี่ยนสลับสีได้เมื่อเปลี่ยนมุมมอง

หมึกพิมพ์แม่เหล็กสามมิติเปลี่ยนสีได้

ชนิดราคา 500 บาท จะเห็นรูปสี่เหลี่ยมเคลื่อนไหวไปมาระหว่างด้านบนและด้านล่าง และเปลี่ยนสลับจากสีทองเป็นสีเขียว

ชนิดราคา 1000 บาท จะเห็นรูปวงกลมเคลื่อนไหวไปมาได้รอบทิศทาง และเปลี่ยนสลับจากสีทองเป็นสีเขียว

 

นอกจากนี้ ยังมีลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงที่พัฒนาต่อยอดจากของเดิม คือ “แถบสี” ที่ฝังอยู่ในเนื้อกระดาษ จะมีบางส่วนของแถบสีปรากฏให้เห็นเป็นระยะ เมื่อพลิกเปลี่ยนมุมมองภายในแถบสีจะเห็นรูปเคลื่อนไหวและเปลี่ยนสลับสีได้

แถบสี

ชนิดราคา 500 บาท จะเห็นรูปสี่เหลี่ยมเคลื่อนไหวเป็นขนาดเล็กและใหญ่ และเปลี่ยนสลับจากสีม่วงแดงเป็นสีเขียว

ชนิดราคา 1000 บาท จะเห็นรูปวงกลมเคลื่อนไหวได้รอบทิศทาง และเปลี่ยนสลับจากสีทองเป็นสีเขียว

สำหรับลักษณะต่อต้านการปลอมแปลงจุดอื่น ๆ อาทิ ลายน้ำ ลวดลายเส้นนูน ภาพซ้อนทับ ก็ยังคงไว้เพื่อความต่อเนื่องของธนบัตรชุดก่อนและสังเกตได้ด้วยวิธีการสัมผัส ยกส่อง พลิกเอียง เช่นเดิม

 

ขอบคุณข้อมูล : ธนาคารแห่งประเทศไทย

แสดงความคิดเห็น