สู้กันที่นโยบาย อุเหม่..เพื่อไทย “กินน้ำพริกถ้วยเก่า”

เพื่อไทย สู้กันที่นโยบาย อุเหม่..เพื่อไทย “กินน้ำพริกถ้วยเก่า”

ยังไม่ไหนไม่รอดเสียทีสำคัญเหล่าสาวก “ทักษิณ ชินวัตร” กลายเป็นข้อวัตรปฏิบัติไปเสียแล้ว ที่อดีต-รมต.-ส.ส.เพื่อไทยต้องเดินทางไปรับ “บัญชา” จากนายใหญ่ ที่จวบจนวันนี้ยังหาหนทางกลับแผ่นดินแม่ไม่ได้

การเดินทางไปรวมตัวกันที่เขตปกครองพิเศษเกาะฮ่องกงของคนเพื่อไทย สะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มก๊วนการเมืองนี้ ยังไม่สามารถคิดอ่านการใดในการจับทัพทำศึกเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในรายต้นปี 2562 ทุกอย่างยังคงดำเนินไปเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่าน การออกมาประกาศของแกนนำเพื่อไทยที่พยายามจะบอกกล่าวกับสังคมว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองปราศจากกลุ่มทุนครอบงำ

“ทักษิณ…คิด….เพื่อไทยทำ” ยังคงเป็นมนต์ขลัง

ในขณะที่การทำสงครามการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคการเมืองต่างๆ ได้พยายามเดินข้ามหลุมดำความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จนนำไปสู่การถดถอยและความไม่เชื่อมั่นในพรรค และตัวของนักการเมือง สอดรับกับความเห็นของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกมายอมรับว่าภาพลักษณ์ของนักการเมืองตกต่ำ จำเป็นต้องเร่งปฏิรูปเรียกความเชื่อมั่นนักการเมืองกลับคืนมา เพื่อเป็นที่หวังของประชาชนอีกครั้ง

โฉมหน้าการเมืองใหม่ 2019 จึงต้องกลับมาต่อสู้กันที่นโยบายที่ต้องตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะคนฐานรากผู้มีรายได้น้อย และจะต้องเป็นนโยบายที่จับต้องได้ สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ไม่ใช่ทำเพื่อเรียกคะแนนนิยมหาเสียง สุดท้ายกลายเป็นภาระบ้านเมือง อย่างเช่นโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ดที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศจนนำไปสู่การฟ้องร้องรัฐมนตรี และข้าราชการระดับสูง ต้องติดคุกตะราง

กระนั้นก็ตามการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเร็ววันนี้ เชื่อว่าพรรคการเมืองต้องต่อสู้กันที่นโยบาย ส่วนพรรคใดนำนโยบายประชานิยมมาขายฝัน เพ่งเล็งแต่หวังกอบโกยคะแนนเสียงให้พรรคได้รับการเลือกตั้ง เช่น โครงการรับจำนำข้าว แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่สามารถทำได้ตลอดรอดฝั่ง หากพรรคใดฝ่าฝืนหาเสียงด้วยนโยบายเช่นนี้ ก็ต้องได้รับโทษตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

หลังการเปิดตัวพรรคการเมือง คงพอทำให้เราเห็นภาพการสู้รบในศึกเลือกตั้งต้นปี 2562 กันขึ้นมาบ้าง ซึ่งพอจับกระแสหลักๆ ได้ 2 ขั้วด้วยกัน นั้นคือ

ขั้วที่ 1 กลุ่มก้อนก๊วนการเมืองที่พร้อมจะกระโดดลงเรือพรรคพลังประชารัฐที่มี 4 รมต.เป็นแกนนำ และมีแนวโน้มที่จะสานนโยบายรัฐบาล คสช. โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ในขณะที่อีกขั้วคือ “เพื่อไทย” “อนาคตใหม่” ที่ยืนยันว่าไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคพลังประชารัฐ ไม่เอานายกฯ คนนอก และจะฉีกรัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งถือเป็นผลผลิต คสช.

ภาพใหญ่ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสำนักโพลต่างๆ พบว่าประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็ยังกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองเช่นในอดีต โดยมีข้อเรียกร้องอันดับต้นๆ คือ “ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาปากท้องเศรษฐกิจ”

กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประกาศจะเป็นผู้นำอาเซียน เป็น “เสือ” แต่วันนี้บ้านเมืองเราไปไม่ถึงไหน ซึ่งล้วนแต่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชั่นเปิดโอกาสให้กองทัพใช้เป็นเหตุผลปฏิวัติรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการยึดอำนาจของ คสช.ล่าสุด นี่ก็ยิ่งชัดเจนตอกย้ำถึงความล้มเหลวของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอย่างชัดเจน บ้านเมืองกลายเป็นทะเลเพลิง สองข้างสองสีไม่อาจจะพูดคุยหาทางออกให้กับประเทศนี้ได้

“การเมืองยุค 4.0” คงต้องมานั่งทบทวนว่าเราเสียท่า พลาดโอกาสเป็นผู้นำอาเซียนไปได้อย่างไร?

คำตอบก็คือ เราได้ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์ในการวางแผนระยะยาวเพื่ออนาคตบ้านเมือง ตรงข้ามกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ที่ผู้นำได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว 10-20 ปี จึงทำให้ประเทศเหล่านี้สามารถพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักการเมืองแถวหน้าที่เคยร่วมงานกับอดีตรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร จะพร้อมใจกันหันหลังให้กับการเมืองเดิมๆ ประกาศเดินกอดคอสู้ศึกเลือกตั้งกับ “พรรคพลังประชารัฐ”  เช่น กลุ่มสามมิตร อาทิ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และยังมีนักการเมืองจากพรรคต่างๆ อีกจำนวนมาประกาศสวมเสื้อพลังประชารัฐ

เว้นวรรคจากการบริหารราชการแผ่นดิน รมต.พลังประชารัฐ จึงนัดหมายหารือกับผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน เพื่อระดมสมองพลังคนรุ่นใหม่มาประกอบเป็นนโยบายของพรรค  ทั้งนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม ว่าที่หัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ว่าที่เลขาธิการพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าที่โฆษกพรรค นายชวน ชูจันทร์  ว่าที่กรรมการบริหารพรรค นายอิทธิพล คุณปลื้ม ว่าที่ ผอ.พรรค  นายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์  ว่าที่กรรมการบริหารพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่า กทม. สมาชิกพรรค นายณัฏฐ์พล ทีปสุวรรณ สมาชิกพรรค พปชร.

“8 วัน ที่เราได้รวมตัวแสดงเจตจำนงร่วมกันในนามพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งผมดีใจที่เราได้มาพบกัน เรามีความจริงจัง มุ่งมั่น โดยเราจะร่วมงานกันแบบถาวร จะทำงานต่อเนื่องเพื่อพัฒนาประเทศ จะได้มากหรือน้อยไม่ใช่ประเด็น ขอให้ออกมาร่วมกันคิด จะได้อย่างหวังหรือผิดหวังไม่เป็นไร แต่ขอให้ออกมาทำ 1 สาย 1 พลัง เราไม่มีสายอื่น ความคิดมีหลากหลายได้ เรานำมาแชร์ร่วมกัน ไม่ต้องห่วง ไม่มีกดดัน ผม 3 คน มีใจเต็มร้อย ดังนั้นจึงขอใจพวกท่านเช่นกัน” ว่าที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้คำมั่นต่อที่ประชุม

สอดรับกับความเห็นของ นายสนธิรัตน์ ว่าที่เลขาธิการพรรค ระบุว่าในอดีตการรวมพลังกันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประเทศได้  ตนในฐานะแม่บ้านพรรคในอนาคต มองว่าทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน

สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ที่เข้าร่วมพลังประชารัฐมี 68 คน ที่น่าสนใจ อาทิ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานฝ่ายบริหารสนามกอล์ฟ ไพน์เฮิร์ส หลานชายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ซึ่งผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย นายธนัย สูตะบุตร นักวิชาการด้านการศึกษาและด้านกฎมาย นักธุรกิจ (SME)

ดอกไม้หลากสี คือเสน่ห์ประชาธิปไตย พี่กับน้อง ญาติร่วมสายโลหิตยังคิดต่างทางการเมืองได้ เช่น ตระกูลใหญ่อย่าง เวชชาชีวะ ปุณณกันต์ หรือแม้แต่ “จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่วันนี้หลาน ธนาธร จึงรุงเรืองกิจ หัวหน้าอนาคตใหม่ ประกาศชน คสช. ฉีก รธน.60 คิดต่างได้…อย่าคิดแตก เมื่อสมการทางการเมืองเป็นเช่นนี้ “นายใหญ่” ที่เคยเสี้ยมไพร่พลเผาเมือง ปล้นร้านเพชร เผาศาลากลางจังหวัด และไม่เคยรับผิดชอบต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นดังที่เคยปลุกระดมไว้ หลุมดำทางการเมืองที่ขุดให้ประชาชนเดินลงลึกมาแล้ว ถึงเวลาต้องชำระสะสางมุ่งสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีหรือไม่ เชื่อว่าวิญญูชนย่อมคิดได้

โดย บิ๊กโอ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“พลังประชารัฐ” คึกคัก ระดมสมองคนรุ่นใหม่ วางนโยบายพรรค

พท.-ปชป.ผสมพันธุ์ เพ้อตั้งรัฐบาล

แสดงความคิดเห็น