“ไกรเสริม โตทับเที่ยง” การเมืองคือเรื่องของการเสียสละ

ไกรเสริมโตทับเที่ยง “ไกรเสริม โตทับเที่ยง” การเมืองคือเรื่องของการเสียสละ

หลังจากที่พรรคพลังประชารัฐ ระดมสมองแนวความคิดของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งจัดไปเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ได้รวบรวมเอากลุ่มคนซึ่งเป็นผู้บริหาร นักธุรกิจ นักวิชาการรุ่นใหม่ หรือทายาทของนักธุรกิจดัง ภายใต้การคาดเดาว่าเป็นการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลทหาร

แท้จริงแล้วนั้นเป็นเช่นไร วันนี้ “Thaiquote”  มีโอกาสเปิดประเด็นคำถาม กับ “ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง” หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มคนรุ่นใหม่ พรรคพลังประชารัฐ กับการถอดรูปแบบการเมืองใหม่ในอุดมคติ

แนวคิดทางการเมือง

ผมมีประสบการณ์ด้านการทำงานในสายบริหาร ในธุรกิจส่วนตัว ในด้านการจัดการบริการอาหารทั้งระบบ เป็น Startup และมีโอกาสได้ทำงาน Coaching ให้กับกลุ่ม Startup ซึ่งถือเป็น1 ในธุรกิจฐานราก ผมเป็นอาจารย์ในกลุ่มงานด้านนวัตกรรม ซึ่งก็ถือเป็นส่วนที่ผลักดันให้สิ่งดีๆเกิดขึ้น ในวันนี้ “พลังประชารัฐ” มองเห็นศักยภาพพัฒนาขับเคลื่อนประเทศ ผ่านบุคคลที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยการจัดให้มีการรวมตัวกัน ร่วมทำ Workshop เพื่อระดมแนวคิดคนรุ่นใหม่ เราได้สื่อสารและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ในการขับเคลื่อน

มองการเมืองในอนาคตเป็นอย่างไร

การเมืองปัจจุบัน ผมจะไม่ไปแตะว่าเดิมเป็นอย่างไร มุมมองไปอย่างไร เราจะมองไปข้างหน้าให้มากขึ้น พอพูดถึงการเมืองเราไม่อยากให้คนปฏิเสธ การเมืองในอนาคตเป็นเรื่องทุกคนควรมีส่วนร่วม ใครมีศักยภาพก็ควรนำมาแชร์ร่วมกัน ไม่ปิดกั้น เราเชื่อในโลกยุคปัจจุบัน คือการร่วมสร้าง ซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า ซึ่งไม่เกิดจากพรรคการเมืองแบบเดิมๆ ที่นโยบายหรือแนวความคิดมาจากผู้มีตำแหน่งในระดับสูง จากบนลงล่าง ต้องได้รับความนิยมจากประชาชนแบบเดิมๆ แต่ต้องเป็นความท้าทายใหม่ ที่แนวทางของพรรคเริ่มจากกลุ่มประชาชน จากล่างขึ้นสู่บน

ถามว่ามันจะสามารถสร้างพลังได้หรือไม่ ก็ต้องมาดูกัน โดยพลังที่ว่ามาจากความคิด ความรู้ความสามารถมาร่วมกัน นี่คือแนวความคิดที่ทางกลุ่มได้มองถึงความเป็นไปได้

    นักวิชาการ นักธุรกิจ จะมาทำงานแทนประชาชนได้หรือไม่

เราได้รับรู้ความคิดเห็นจากนักวิชาการ องค์ความรู้ แต่ความหลากหลายของกลุ่มนี้ คือ เรามีทั้ง นักธุรกิจ สถาปนิก นักสร้างแบรนด์ นักการตลาด เภสัชกร มันมีความหลากหลายกว่าการที่เห็นเป็นนักวิชาการ เนื้อในแท้จริงกลุ่มคนพวกนี้เป็นมืออาชีพ แต่หากเป็นในแง่มุมการเมือง เราไม่ปฏิเสธว่ายังคงมีความอ่อนประสบการณ์ แต่เราไม่ได้ยกเรื่องของมุมการเมืองเป็นหัวข้อหลัก สิ่งที่เราร่วมกันในวันนี้คือ สิ่งที่เราอยากกำหนดให้เป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้

หลายคนยังมองมุมการเมืองในแบบเดิม การแข่งขันต่อสู้กัน ซึ่งแท้จริงเราไม่ได้มองกันแบบนั้น เราไม่ได้มีบทบาทในการต่อสู้กับใคร แต่เราสู้กันข้างในด้วยความคิด แล้วมองออกไปว่าเราจะเสนอแนวคิดอย่างไรให้กับกลุ่มประชาชน มีทางเลือกที่ดีกว่าเดิม

    แนวความคิดที่มาจากคุณพ่อ (สุธรรม โตทับเที่ยง)

ต้องบอกว่าท่านเป็น Idol ของผมในทุกๆด้าน แต่ในเชิงความคิดท่านไม่ได้บอกว่าผมจะต้องเดินไปทางไหน เราสะท้อนความคิด แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันในทุกครั้งที่ได้พูดคุย ผมเรียนรู้ประสบการณ์ในทุกด้านจากท่าน บางครั้งก็มีที่นั่งคุยกันในเชิงการเมือง วิเคราะห์ความเป็นไปของแต่ยุคแต่ละสมัย บริบทต่างๆที่เป็นไป ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในลำดับความคิด แต่ท่านก็ไม่ได้กำหนดในผมต้องเลือกว่า พรรคไหนดี พรรคไหนเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อผมเข้ามาอยู่ในจุดนี้ ท่านก็บอกว่า เป็นโอกาสที่ดีที่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ที่จะมอบสิ่งที่ดีสะท้อนกลับไปให้กับสังคมภาพใหญ่บ้าง ด้วยวัยวุฒิ ด้วยประสบการณ์ที่ดี เรื่องของอะไรที่ต้องระมัดระวัง เรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบ ในมุมมองของพ่อที่เป็นห่วงลูก

   แล้วใครที่เป็น Idol ทางการมือง

นักการเมืองบ้านเราหรอ พูดยาก (หัวเราะ) ต้องบอกว่าเราเข้ามาตรงนี้ ก็ยังไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักการเมือง จากที่เริ่มคุยกันเราก็มองว่า ไม่อยากเห็นการเมืองแบบเดิม ฉะนั้นเราก็จะไม่มีใครที่เป็นต้นแบบ ผมรู้สึกว่ายังมีอะไรใหม่ให้เราเผชิญอีกมาก จริงๆแล้ว เราไม่ได้มองนักการเมืองไม่ดี แต่ผมมองไปยังกลุ่มคนที่เป็นนักบริหาร คนที่มีความรู้ ผู้ใหญ่หลายคนที่เราเคารพรัก เป็นเหล่านี้มีหลายคนที่เป็นแบบอย่างได้

   มุมมองนักการเมืองสมัยใหม่

ผมเชื่อในเรื่องของการผลักดันเรื่องใหม่ โอกาสที่จะทำอะไรให้พัฒนาไปมากกว่าเดิม ในยุคใหม่อย่างที่บอก เราไม่ได้เก่งไปทุกด้าน แต่เชื่อในเรื่องการรวมกลุ่มมากกว่า เป็นเรื่องของคนที่มีอุดมการณ์ที่จะเสียสละความเป็นส่วนตัว เป็นกลุ่มใหม่ของคนทำงานทางการเมือง เราไม่ได้เชื่อว่ามาเพื่อมีผลประโยชน์ เราไม่มาเพราะเชื่อว่าจะมีอำนาจ เรามองเห็นเรื่องของการเสียสละ ที่จะทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลง มีอะไรที่มันดีขึ้นกว่าเดิม

   กลัวที่จะต้องต่อสู้กับนักการเมืองรุ่นเก่าหรือไม่

แท้จริงการต่อสู้ คือการพยายามสื่อสารเรื่องความคิด ระบบความคิดให้ประชาชนได้ตัดสินใจในระบบประชาธิปไตย ถามว่ากลัวหรือไม่ ในระบบความคิด ทุกคนต่างมีความคิดไม่เหมือนกัน ความรับรู้ความเข้าใจของประชาชน ก็สุดแล้วแต่มุมมองที่จะสะท้อนตรงต่อความต้องการที่เขาเชื่อว่าจะทำให้เขามีคุณภาพชีวิตที่ดี พัฒนาประเทศให้เดินหน้าได้ แน่นอนว่าเราจะต้องเจอความหลากหลายทางแนวความคิด ซึ่งผมมองว่านั่นคือระบอบประชาธิปไตยที่ดี ทุกคนมีสิทธิ์ที่นำเสนอ พูดถึงสื่อสารแนวคิด แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดคุณค่า นี่คือ Key หลักของการเมืองสมัยใหม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“ณพพงศ์ ธีระวร” ย่างก้าวสำคัญของตัวแทน “คนตัวเล็ก” สู่ “พลังประชารัฐ” 

แสดงความคิดเห็น