บัตรเลือกตั้งไฮบริด สู่ เสียงงุมงำ “หญิงหน่อย” ก่อนถึง 6 ข้อความหมายหัวหน้าพรรคจาก “เสี่ยชูวิทย์”

บัตรเลือกตั้งไฮบริด สู่ เสียงงุมงำ “หญิงหน่อย” ก่อนถึง 6 ข้อความหมายหัวหน้าพรรคจาก “เสี่ยชูวิทย์”

โดย…คนข้างสภา

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็สรุปรูปแบบบัตรลงคะแนนเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่บรรดานักการเมืองต่างออกมารุมยำกันยกใหญ่ ด้วยหวาดประหวั่นว่า พรรคตนเองจะเสียเปรียบ หากบัตรลงคะแนนเลือกตั้งปราศจากโลโก้-ชื่อพรรค ทว่าท้ายที่สุดในการหารือของ กตต.ก็ได้บทสรุปที่จะจัดพิมพ์บัตรลงคะแนนเลือกส.ส. “แบบไฮบริด” ใส่ทั้งหมายเลขผู้สมัคร-โลโก้-ชื่อพรรค

อิทธิพร บุญประคอง” ประธานกกต. พูดชัดถ้อยชัดคำว่า ที่ประชุม กกต.เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.  มีความเห็นตรงกันเรื่องบัตรเลือกตั้งที่มีทั้งหมายเลขผู้สมัคร โลโก้ และชื่อพรรคการเมืองไว้ในใบเดียวเป็นเหมือนรถยนต์ไฮบริด โดยผนวกเอารูปแบบบัตรเลือกตั้งในอดีตเข้าด้วยกัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

“เป็นประวัติศาสตร์จริงๆ ว่าบัตรเลือกตั้งที่จะพิมพ์ในครั้งนี้จะเป็นแบบไฮบริด ถ้าเป็นรถก็ประหยัดน้ำมัน เติมได้สองอย่าง เราจะใช้บัตรเดียวที่จะมีการเลือกตั้งในวันนั้น”  

ก่อนที่จะได้ข้อยุติบัตรเลือกตั้งไฮบริด “สังคมแห่งการก่นด่า” ก็พากันเปิดหน้าถล่ม “ลุงตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช.กันเรียบร้อยไปเสียแล้ว บ้างก็ออกมากล่าวหาว่าเป็น “ใบสั่ง” จากพล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ในการหารือแม่น้ำ 5 สาย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมา ณ สโมสรกองทัพ นักการเมืองเหล่านั้นก็มิได้เดินทางมาร่วมประชุมเสียด้วยซ้ำ

“หญิงหน่อย” จี้รัฐบาลหยุดแทรกแซง กกต.

เช่นเดียวกับ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ที่ก่อนหน้านี้ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งไปในทำนองเดียวกับนักการเมืองส่วนใหญ่ ล่าสุดเจ้าแม่ยุทธศาสตร์เพื่อไทย ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีปัญหา พร้อมปฏิบัติตามระเบียบที่ กกต.กำหนด โดยเฉพาะเรื่องการให้ติดแผ่นป้ายหาเสียงขนาด A3 และต้องติดในจุดที่ กกต.กำหนดไว้ให้เท่านั้น

 

 

“ส่วนกรณีห้ามใช้ภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี และบุคคลภายนอกในการหาเสียง ไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา แต่ทั้งนี้ กกต.ต้องตอบว่าระเบียบที่ออกมานี้เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งและประชาชนที่จะออกไปใช้สิทธิอย่างไร”

กกต.ต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ไม่ได้อยู่ภายใต้อาณัติของผู้มีอำนาจที่อยากกลับคืนสู่อำนาจ พร้อมฝากไปยังรัฐบาล หรือหัวหน้าคสช. ว่าอย่ามายุ่ง อย่าใช้อำนาจทำให้องค์กรอิสระต้องบิดเบี้ยว และต้องไม่ใช้อำนาจ อิทธิพลเข้าไปแทรกแซงหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อให้คุณแก่พรรคการเมืองที่เสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ

นี่คือความเคลื่อนไหวของสุดารัตน์ที่แม้พยายามจะบอกกับสังคมว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ตกอยู่ในอาณัติระบอบทักษิณ แต่ก็ยังมีคำถามใหญ่ทวงถามเหตุผลกกต.อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการห้ามนำภาพอดีตนายกฯ (ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์) มาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมหาเสียง

เห็นทีจะต้องอธิบายเล่าความให้สุดารัตน์เข้าใจถึงธงเรือกกต.เสียแล้วว่า มีเหตุผลใดในการห้ามนำบุคคลที่ไม่เกี่ยวกับพรรคมาดำเนินการหาเสียง หลักใหญ่คือ พรรคการเมืองต้องปราศจากนายทุนครอบงำพรรคตามกฎหมายกติกาใหม่ และที่สำคัญอดีตนายกฯทั้งสองท่าน เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็น “นักโทษหนีอาญาแผ่นดิน” สิ่งเหล่านี้ สุดารัตน์จะยอมรับกฎกติกานี้หรือไม่ คงตอบแทนใจเจ้าแม่ยุทธศาสตร์เพื่อไทยมิได้

ถ้าพรรคเพื่อไทย…ก้าวข้ามทักษิณไปได้ ก็ไม่เห็นมีความจำเป็นใดเลยที่จะต้องมาตั้งคำถามเช่นนี้เพื่อหาเหตุผลจากกกต. ส่วนกฎกติกาใหม่ที่พรรคการเมืองได้ประโยชน์ ทำไมจึงไม่มีใครออกมาพูดกันบ้าง เช่น การใช้ระบบคะแนนแบ่งสรรปันส่วน กล่าวคือแม้คะแนนส.ส.เขตพรรคนั้นๆ จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่คะแนนเหล่านั้นก็ยังมีค่าไม่ได้สูญเปล่า เพราะกติกาใหม่จะนำคะแนนส.ส.เขตทุกคะแนนมาแบ่งสรรปันส่วนให้ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อโดยอัตโนมัตินั่นเอง

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรที่จะมี “คนหัวใส” วางหมากเกมให้เพื่อไทยแตกกระจายสมาชิกไปตั้งพรรคสาขามากมาย จวบจนวันนี้ มีพรรคการเมืองที่ได้รับรองจากกกต.แล้วเฉียด 100 พรรคการเมืองนั้นเอง

นี่คือบทสรุปของนักการเมืองที่เก่งฉกฉวย พูดความจริงไม่ครบถ้วนกระบวนความ พูดแต่ในเรื่องที่เป็นประโยชน์กับหมู่คณะตัวเอง ทำให้สังคมเกิดความสับสนหรือไม่???

โฉบมาที่ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย ที่แม้หลายคนจะเย้ยหยันเสี่ยชูวิทย์ไปในทิศทางไปสู่จะดีสักเท่าไหร่ ตั้งแต่การเติบใหญ่มาจากธุรกิจสีเทา แต่กระนั้น ก็ต้องยอม “ยกนิ้ว” ให้ ในฐานะคนจริง ที่ไม่เคยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย “ผิดก็ติดคุก” ไม่ขี้ขลาดพาคนไปตายหนีคดีอยู่ในต่างแดนเหมือนผู้นำทุศีลที่เราเห็นทุกวี่วันนี้

 

 

“ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์”  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ค “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” แสดงความคิดเห็นไว้อย่างน่าสนใจ สืบเนื่องจากกรณีสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ เตรียมตบเท้าลาออกจากพรรค เพราะไม่พอใจการคัดเลือกผู้สมัคร “ไพรมารีโหวต” พร้อมทั้งแฉพฤติการณ์ที่ส่อไปในทางไม่โปร่งใส  ประหนึ่งสอนมวยหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นัยว่าการตั้งพรรคการเมืองไม่ง่ายเหมือนปลอกกล้วเข้าปากเสียแล้ว

“เป็นหัวหน้าพรรคใหม่ ไม่ง่ายอย่างที่คิด” เรื่องจริงที่หัวหน้าพรรคใหม่ต้องเจอ ! การเป็นหัวหน้าพรรคใหม่ มันช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้า ตอนเริ่มตั้งพรรคเหมือนจะคุมได้ แต่พอสมาชิกเพิ่มขึ้น คนมากขึ้น เรื่องมันก็มากขึ้น มวลมหาสมาชิก กระสัน ใฝ่ฝัน อยากเป็น ส.ส. หรือแม้แต่เป็นแค่ “ผู้สมัคร” เพิ่มโปรไฟล์ประวัติชีวิตให้ดูมี “สตอรี่” หลากหลายประเภทที่เข้ามามีตั้งแต่

1.รู้มาก แต่ไม่ทำ ขี้โม้ รู้จักตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัด ผอ. ยันภารโรง แต่ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง         

2.รู้น้อย แต่เสือกทุกเรื่อง ไปไหนไปด้วย ช่วยบาทเดียว         

3.มาเดี่ยว เก่งคนเดียว มาดนิ่งแบบนักวิชาการ ด็อกเตอร์เรียกพ่อ แต่หาพวกไม่มี (เงินก็ไม่มี)         

4.บ้าการเมือง รู้เบื้องลึกถึงหลังบ้าน แต่พอเอาเข้าจริง ต้องเงินมางานถึงเดิน         

5.ตัวเองเก่งกว่าคนอื่น ผ่านประสบการณ์ล้านแปด เป็นสารพัดที่ปรึกษา สารพันกรรมการ จนถึงอดีตผู้สมัคร ส.ส. หลายสมัย แต่ทุกสมัยได้คะแนนแค่หลักร้อย        

6.พวกอยู่เป็น ยิ่งอยู่ ยิ่งรวย ชักเปอร์เซ็นต์ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันรถหาเสียง บวกทุกอย่าง ทุกเรื่องที่ได้เงิน(ทอน)         

เป็นหัวหน้าพรรค มันช่างชีช้ำ เงินไหลเป็นน้ำก๊อกบ้านเศรษฐี ไหลไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ เพราะไม่ว่าจะเป็นสมาชิกประเภทไหนที่กล่าวมาข้างบน ล้วนยึดถือนโยบายเดียวกัน คือ “หัวหน้าพรรค ควักคนเดียว”

ทำธุรกิจหาเงินมาเลือดตาแทบกระเด็น แล้วต้องมาละเลงกับการเมือง คงหมดตัว ผมจึงตั้งนโยบายแม่น้ำสายเดียว คือ “ใครอยากลง จ่ายเงินกันเอง” ทั้งค่าป้ายหาเสียง รถหาเสียง ทีมงาน และค่าใช้จ่ายจิปาถะ ของใครของมัน

ผลลัพธ์ เหมือนคณะตลกออกงานบุญ บางคนเอาถุงปุ๋ยมาทำป้าย บางคนใส่เสาอากาศที่หัวเพื่อเรียกร้องความสนใจ บางคนเอารถซาเล้งมาทำเป็นรถหาเสียง เข้าทำนอง “คนจนผู้ยิ่งใหญ่”

ผมคิดในใจ พังแน่กู !      

นี่คือมุมมองที่ถอดมาจากประสบการณ์ล้วนๆ ของ เสี่ยชูวิทย์ที่ก้าวข้ามผ่านการเป็นหัวหน้าพรรค เป็นเจ้าของธุรกิจสีเทา เป็นนักโทษที่ถูกจองจำติดคุกจริงไม่มีหนี

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดที่จะมีปฏิบัติการถอนทุนคืน เมื่อก้าวขึ้นสู่อำนาจ ไม่ว่าผู้ทรงอำนาจนั้นจะเคยประสบความสำเร็จในธุรกิจมามากมายเพียงใดก็ตาม หรือที่พูดง่ายๆ ก็คือ “รวยแล้ว…ไม่โกง” ก็คงได้พิสูจน์ให้ประชาชนทั้งแผ่นดินได้เห็นกันแล้วว่านิยมเหล่านั้น เป็นแค่ “วาทกรรมทางการเมือง” ที่สวยหรูเท่านั้น หากผู้มีอำนาจขาดหิริโอตตัปปะ” ไม่มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ปล้นชาติ ปล้นแผ่นดิน ยังคงเห็นประชาชนผู้ยากไร้เป็นบันไดให้คนเหล่านี้ปีนป่ายขึ้นสู่อำนาจ แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้านเมืองนี้ก็ช่างริบหรี่จริงหนอ

 

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ข่าว  TNEWS  ,  ไทยรัฐ  และThe Bangkok Insight

 

ข่าวที่น่าสนใจ 

“สยายปีก” หรือ “ตายคาเก้าอี้” เดิมพันครั้งสำคัญของ “บิ๊กตู่”

“ผลโพล” กับ “การเมือง” = ผลประโยชน์ หรือ ความจริง

 

แสดงความคิดเห็น