จับตาการเมืองปี 62 หมู ปีหมูดุ หรือหมูในอวย ?

จับตาการเมืองปี 62 หมู ปีหมูดุ หรือหมูในอวย ?

ปี หมา (2561 กำลังหมดไป) ปีใหม่ ปีหมู ( 2562 ) กำลังมา ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่นี้ ขอให้ประชาชน ชาวไทยมีความสุขทุกคน และให้เก็บเกี่ยวบรรยากาศของความสุขกันให้เต็มที่ ทั้งกับครอบครัวและเพื่อนฝูง และขออย่าได้มีเหตุการณ์ร้ายใดๆเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวไทย ในช่วงเวลาแห่งความสุขนี้

หลังจาก ผ่านเทศกาลปีใหม่ ไป แน่นอนว่าในทางการเมือง ความร้อนแรงจะเดือดขึ้นตามลำดับอย่างแน่นอน เพราะตามปฏิทิน ตามที่รัฐบาลวางไว้ เปิดมา 2 ม.ค. จะมีประกาศราชกฤษฎีกา เพื่อหาเสียง ตามมาด้วย กกต.ประกาศวันรับสมัครผู้รับเลือกตั้งและ และเปิดรับสมัครพร้อมให้เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ก่อน จะไปสู่การเลือกตั้งในวันที่ 24 ก.พ. 2562 ตามที่ได้กำหนดไว้

ดังนั้น ในช่วงเวลาประมาณเดือนเศษ บรรดาพรรคการเมืองทุกพรรค ที่ขณะนี้ที่ผ่านมาได้ขยับลงพื้นที่พบปะประชาชนกันอยู่แล้ว จะได้ เดินเครื่องเต็มที่เปิดหน้า เปิดตา พร้อมนโยบายเพื่อหาคะแนนนิยมกันอย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบกฎหมายเลือกตั้ง

ทั้งนี้เชื่อได้ว่า บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ น่าจะมีความดุเดือด มากกว่าครั้งที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะครั้งนี้ บรรดาเซียนการเมืองต่างมองแล้วว่า เป็นการต่อสู้กันระหว่าง ขั้วการเมืองหลัก 3 ฝ่าย คือ ขั้วที่สนับสนุนพล อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นำโดยพรรคน้องใหม่ พลังประชารัฐ และเครือข่าย กับอีกขั้วที่เป็นคู่ต่อสู้หลัก คือ พรรคในปีกของ ทักษิณ ชินวัตร นำโดยเพื่อไทย และ ไทยรักษาชาติ ในขณะอีกขั้วหนึ่ง ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ อย่างประชาธิปัตย์ ที่แม้คราวนี้มีการประเมินกันในเบื้องต้นว่าไม่น่าจะเป็นพรรคที่แข็งแกร่งพอจะเป็นแกนในการจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่ด้วยความที่เป็นพรรคการเมืองที่มึวามเป็นสถาบันพรรคการเมืองได้พรรคหนึ่งของเมืองไทย ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ เป็นพรรคที่มีบุคลากรที่มีฝีมือทางการเมืองอยู่มากพอควร จึงเป็นขั้วการเมืองหนึ่งที่น่าจะมีความดุเดือดในการหาเสียงครั้งนี้

ที่น่าจับตามากที่สุดในการหาเสียงครั้งนี้ก็คือ ในซีกของพรรคในปีกทักษิณ ภายใต้การนำของ “เพื่อไทย และไทยรักษาชาติ” เพราะครั้งนี้ถือได้ว่า เป็นการวัดใจวัดกำลัง วัดอนาคตของกลุ่มตระกูลชินวัตร ในเวทีการเมืองไทยกันเลยทีเดียวว่าจะโลดแล่นไปต่อ หรือ ล้มตายทางการเมืองไปเลย ดังนั้น น่าจับตาว่า ทักษิณ พร้อมทุ่มกับเกมเลือกตั้งครั้งนี้มากน้อยเพียงใด พร้อมจะทุ่มสรรพกำลัง ทุ่มทรัพยากรต่อท่อน้ำเลี้ยงเพื่อชิงชัยมากน้อยเพียงใด เพราะอย่าลืมว่า โดยพื้นฐาน ทักษิณ ชินวัตร คือ นักธุรกิจ เป็นนักลงทุน ย่อมมีการประเมินผลได้ผลเสียก่อนตัดสินใจทุ่มสรรพกำลังทั้งมวลลงมา เพราะการหาเสียงย่อมต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากโดยเฉพาะ กำลังทรัพย์ หากได้ไม่คุ้มเสีย เชื่อได้ว่า เขา คงจะไม่เทอย่างเต็มที่แน่ๆ

แต่หากเขาประเมินว่ามีโอกาสที่จะคุ้มทุน แน่นอนพร้องพร้อมที่จะเทลงมาอย่างเต็มที่ ดังนั้น เป็นเรื่องธรรมดา ที่บรรดาขุนพลฝีปากกล้า ที่เคยมีผลงานในอดีตต่างขยับปาก โชว์ฝีปาก มาบ้างแล้วก่อนหน้านี้ และเมื่อดูหัวหน้าฝ่ายหาเสียงของทั้งสองพรรค “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง คุม เพื่อไทย ขณะ “เต้น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” คุมไทยรักษาชาติ ไม่ต้องห่วงว่าฝีฝาก ในการหาเสียงของทั้งสองจะร้อนแรงขนาดใหน

สำหรับประเด็นหาเสียง เชื่อขนมกินได้ว่า การโจมตีผลงานของรัฐบาล คสช. คือเป้าหลัก การนำเสนอนโยบายคือเป้ารอง สิ่งที่เพื่อไทย และ ไทยรักษาชาติ พยายามชูในเรื่อง ประชาธิปไตย กล่าวหาฝ่ายตรงข้ามเป็นพวกเผด็จการ หรือ ชูการ แก้ รัฐธรรมนูญ ล้ม ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นประเด็นที่ห่างจากปากท้อง ได้แต่เสียงเฮจากขาประจำเท่านั้น ไม่สามารถเรียกความนิยมจากรากหญ้าได้ ต่างจาก อีกฝ่าย ที่ต้องบอกว่า อานิสงค์จาก นโยบายรัฐบาลที่เจาะเกราะใจตรงเป้า จากนโยบายการตลาดประชารัฐ ไม่ว่าจะ สวัสดิการคนจนจากบัตรคนจน ที่ออกผลประโยชน์มาเป็นเพ็กเกจ และมีการขยายสวัสดิการมาต่อเนื่อง โบนัสคนจน 500 บาท ที่สร้างปรากฎการณ์สะท้านตู้เอทีเอ็ม เงินเดินทางคนชรา เพิ่มเงิน อสม. ฯลฯ ล่าสุดยิงเข้าเป้า กับนโยบาย เราฮักแท็กซี่ ที่ผ่อนเดือนละ 400 มีโอกาสเป็นเจ้าของรถเอง เรียกได้ว่าตรงเป้าตรงจุดเต็มๆ

ดังนั้น การโจมตีทำลายความนิยมจากนโยบายการตลาดคนจน จึงต้องใช้ขุนพลฝีปากกล้าเหล่านี้ออกมาดิสเครดิต ทำลายความเชื่อถือ ลงให้ได้ การขยายวาทกรรม เศรษฐกิจไม่ดีจริง ชาวบ้านเดือดร้อน ชาวสวนเดือนร้อน รวยกระจุกจนกระจายเหล่านี้จะถูกนำมาขยายเพื่อสาดใส่ พรรคคู่แข่งอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ขอให้จับตาสัญญาณให้ดีว่า หลังปีใหม่ เมื่อเข้าสู่โหมดเลือกตั้งอย่างแท้จริงแล้ว ทักษิณ พร้อมจะสู้หรือไม่ ? สู้ สู้แค่ใหน ? และ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับบรรดาผู้สนับสนุนของตัวเองอย่างไรว่าพร้อมจะสู้จริง…? เพราะ เมื่อดูสิ่งแวดล้อม รอบทักษิณแล้ว ย่อมมีคำถามให้กับเหล่าขุนพลไม่น้อย ว่าจะสู้แค่ใหน ในเมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏ บรรดาคนใกล้ชิดน้องสาวของตัวเอง เมื่อมีปัญหา ต่างพากับหลบหนีเอาตัวรอดไปลำพัง ไปใช้ชีวิตหรูหราในต่างแดน ปล่อยให้บรรดาขุนพลคนทำงานรับโทษทัณฑ์ในคุกในตาราง ที่ยังต้องคดีรอคำตัดสินก็ยังมีอีกมาก ดังนั้น ไม่ใช่เพียงทักษิณเท่านั้นที่จะประเมินการต่อสู้ทางการเมือง แต่ บรรดาขุนพลต่างๆเอง ก็มีการประเมินทักษิณเช่นกันว่า เอาจริงแค่ใหน ลงแรงแล้วจะคุ้มในระยะยาวหรือไม่…?

การเมืองไทยหลังปีใหม่ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง ความร้อนแรงจะมากน้อยเพียงใด จะเป็นปีหมูดุ หรือ หมูในอวย ของใคร ที่ต่างโวกันมาก่อนหน้านี้ ไม่กี่วันข้างหน้าจะได้เห็นกัน ….

โดย ประภาคาร

แสดงความคิดเห็น