“สนธิรัตน์” ยันไม่ถอย! คุมค่ารักษา รพ.เอกชนเป็นธรรมกับผู้บริโภค

“สนธิรัตน์” ยันไม่ถอย! คุมค่ารักษา รพ.เอกชนเป็นธรรมกับผู้บริโภค

รมว.พาณิชย์ ถกด่วนสมาคม รพ.เอกชน-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำความเห็นข้อเสนอหารือภายใน ก่อนชง ครม.นำยา-เวชภัณฑ์-ค่าหมอ เป็นสินค้าควบคุม ยันไม่เปลี่ยนจุดยืน และไม่มีใคร “ล็อบบี้” ตนได้

เมื่อวันที่ 11 ม.ค. นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นัดประชุมวาระพิเศษร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงสาธารณสุข สมาคมประกันชีวิตและวินาศภัย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพื่อหารือในประเด็นที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีตนเป็นประธาน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.62 มีมติให้นำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ เข้าเป็นสินค้าและบริการควบคุม ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาและบริการ พ.ศ. 2542 และกระทรวงพาณิชย์ จะนำมติกกร.ดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของครม. ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยโรงพยาบาลเอกชนต้องการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล จึงได้เปิดโอกาสให้มาหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณามาตรการที่เหมาะสมและเป็นไปได้

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า “เดิมทีเรื่องนี้ หลัง กกร. มีมติให้เป็นสินค้าและบริการควบคุม ก็ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อหารือถึงมาตรการที่จะนำมาใช้ในการกำกับดูแล แต่ในเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องอยากพูด อยากเสนอข้อคิดเห็น ผมก็ต้องเปิดโอกาสให้เขาได้พูด ไม่มีใครมาล็อบบี้ และเมื่อรับฟังข้อเสนอต่างๆ มาแล้ว ก็จะนำมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ โดยยืนยันไว้ตรงนี้ได้เลยว่าจะไม่มีการเปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค แต่วิธีการที่จะนำมาใช้ในการดูแลเรื่องนี้ ต้องเหมาะสมและเป็นธรรมกับผู้ประกอบการด้วย ซึ่งจะมีการหารือภายในร่วมกับปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในอีกครั้งก่อนที่จะสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป”

สำหรับผลการหารือครั้งนี้ เอกชนมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เพราะโครงสร้างบริการทางการแพทย์มีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง โรคเดียวกัน อาจจะใช้วิธีการรักษาไม่เหมือนกัน เครื่องมือที่จะนำมาใช้แตกต่างกัน บริการก็แตกต่างกัน หรือกระทั่งหมอที่รักษามีความเชี่ยวชาญต่างกัน การใช้มาตรการแบบเหมารวม ถือว่าไม่เป็นธรรม จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบที่สุด วิธีการที่จะนำมาดูแลต้องเหมาะสม และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายทั้งผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชน และประชาชนผู้ใช้บริการ

ส่วนจะยังคงนำมติ กกร.เข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ภายในสัปดาห์หน้าหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ต้องนำข้อเสนอแนะจากการประชุมครั้งนี้มาหารือเป็นการภายในอีกครั้ง เมื่อได้ความชัดเจนถึงมาตรการที่จะนำมาใช้กำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์แล้ว จึงนำเสนอขอความเห็นชอบจาก ครม. เพราะภาคเอกชนต้องการเห็นมาตรการจะใช้กำกับดูแลที่ชัดเจนก่อน

นายสนธิรัตน์ กล่าวย้ำว่า “ยืนยันว่า จะไม่เปลี่ยนจุดยืนในการดูแลผู้บริโภค และไม่มีใครมาล็อบบี้ให้ยกเลิกการนำยาและเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าและบริการควบคุม แต่การจะใช้มาตรการใดๆ ต่อภาคธุรกิจ จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบให้รอบด้าน รวมถึงต้องเป็นมาตรการที่จะต้องสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายด้วย”

โรงพยาบาลเอกชนไม่เห็นด้วย ชี้โปร่งใสอยู่แล้ว

ด้าน นพ.พงษ์พัฒน์ ปธานวนิช นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับการนำยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลเอกชนเป็นสินค้าและบริการควบคุม เพราะโรงพยาบาลเอกชนมีมาตรการที่โปร่งใสอยู่แล้ว และที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ควบคุมดูแล จึงมั่นใจได้ว่าการบริการของโรงพยาบาลมีความโปร่งใส

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้ค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่างกันเกินไป

ด้าน น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า “กรณีที่หุ้นโรงพยาบาลเอกชนร่วงหนัก มองว่า เรื่องหุ้นมีขึ้นมีลง ถือเป็นไปตามภาวะตลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญคือการดูแลชีวิตของคน ที่รัฐบาลควรจะต้องให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งจะติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของกระทรวงพาณิชย์ โดยเห็นว่ามาตรการที่ควรจะนำมาใช้ คือ การกำหนดส่วนต่างของต้นทุนและกำไรของโรงพยาบาลที่เหมาะสม เพราะค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่างกันมาก เช่น ราคายา โรงพยาบาลเอกชนสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ 20-400 เท่า ค่าผ่าตัดไส้ติ่งเอกชนแพงกว่ารัฐ 14 เท่า แต่ของสิงคโปร์ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ห่างกันเพียง 2.5 เท่า”

ทั้งนี้ หากกระทรวงพาณิชย์ไม่เดินหน้าต่อ ทางมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค จะฟ้องศาลปกครองว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดูแลประชาชน

ทำไมโรงพยาบาลเอกชนถึงมีอภิสิทธิ์

ขณะที่ ผศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข คณะเภสัชศาตร์จุฬาฯ กล่าวว่า “ประเด็นที่น่ากังวลคือ เราสงสัยว่าทำไมโรงพยาบาลเอกชนจึงกังวลว่า เราจะต้องเอาข้อมูลต้นทุนมาเปิด เพราะเราเข้าใจว่ากระทรวงพาณิชย์ควบคุม กระทั่งสบู่ แชมพูผ้าอนามัย ควบคุมทั้งหมดอยู่แล้ว แต่ทำไมโรงพยาบาลเอกชนถึงมีอภิสิทธิ์เหนือบริษัทผู้ประกอบการอื่นๆ ทั้งๆ ที่ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่บริการให้กับคนไทย ถ้าพูดกันอย่างเป็นธรรมเราอยากให้มาเปิดข้อมูลแล้วเซ็ตราคากัน ราคาที่เป็นธรรมควรเป็นเท่าไหร่ เพราะบางอย่าง อาจจะคิดราคาถูกไปก็ได้ เป็นไปได้จึงอยากให้มาพูดคุยกันถ้ามีต้นทุนอย่างนั้นจริงๆ”

 

 

 

ข่าวอื่นที่น่าสนใจ

รพ.เอกชนหวั่นหนัก จ่อส่งตีความ “ค่ายา” เป็นสินค้าควบคุมหรือไม่

แสดงความคิดเห็น