แคมเปญออนไลน์ "ขอให้กลุ่มหลากหลายทางเพศ" บริจาคเลือดได้

by ThaiQuote, 17 สิงหาคม 2563

นักกิจกรรมผุดแคมเปญใน Change.org ตั้งปมทำไม "เกย์ กะเทย และคนข้ามเพศ ถึงบริจาคเลือดไม่ได้?" ย้ำสภากาชาดหยุดเลือกปฏิบัติ เพราะเลือดทุกคนมันแดงและเข้มเหมือนกัน

 

มีประเด็นที่น่าสนใจในเว็บไซต์ Change.org หลังมีผู้ใช้ยูสเซอร์นามว่า "SirisakPosh ChaitedSpice" เปิดแคมเปญรณรงค์ว่ากลุ่มคนที่หลากหลายทางเพศ ก็มีสิทธิ์ที่จะบริจาคเลือดให้กับสภากาชาดไทยได้ และขอเสียงรณรงค์ในแคมเปญนี้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคต โดยเขาเลือกเปิดหัวเรื่องว่า "สภากาชาด: ทำไม เกย์ กะเทย และคนข้ามเพศ ถึงบริจาคเลือดไม่ได้?"

เขาสะท้อนว่า ทุกวันนี้ มีคนป่วยในประเทศที่ต้องการเลือดเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นโพสที่ญาติผู้ป่วยขอให้มีการบริจาคเลือดตามโซเชียลอยู่บ่อยๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด มีข่าวว่ายอดการบริจาคเลือดลดลงมากจาก 2,000-2,500 ยูนิตต่อวันเหลือเพียง 1,400 ยูนิตต่อวัน จนแทบจะไม่พอแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ

การบริจาคเลือด คือหนึ่งวิธีที่คนทั่วไปมีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายที่สุด แต่น่าเศร้าที่ทุกวันนี้ยังมีกรณีแบบ #เลือดเราเขาไม่เอา มีการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนเพศทางเลือก ทั้งๆ ที่เลือดของเรามีสีแดง และเราต่างก็มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน

เรื่องนี้เกิดเมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 หญิงข้ามเพศท่านหนึ่งตั้งใจเดินทางไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โดยเธอได้กรอกเอกสารยินยอมและตอบแบบสอบถามเพื่อบริจาคเลือด โดยเลือกตอบตามความเป็นจริงว่าเธอมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน หลังจากนั้น เธอถูกพาเข้าห้อง โดยเจ้าหน้าที่พยายามอธิบายกับเธอว่าเธอบริจาคเลือดไม่ได้ เพราะเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าได้ปฏิเสธการรับบริจาคเลือดจากคนข้ามเพศ เกย์ กระเทย เป็นการถาวร โดยอ้างว่าเป็นกฎของหลักกาชาดสากล แม้จะเตรียมผลการตรวจเลือดไป แต่หากเป็นเพศทางเลือก ทางสภากาชาดก็จะไม่รับ

มนุษย์มีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่กลับต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ถูกทำให้อับอายจากการโดนตีตรา เหมารวมว่าอาจมีโรคร้ายจากอัตลักษณ์ทางเพศ!

เดิมที ในปี 2551 มีข่าวว่าสภากาชาดเคยยอมปรับรายละเอียดในแบบฟอร์มการรับบริจาคเลือดแล้ว โดยเปลี่ยนจากการถามว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่ มาเป็นคำถามที่ใช้กับทุกเพศว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ หลายปีผ่านไป ทำไมเราถึงกลับมาอยู่ในสถานการณ์ #บุญต้องห้าม กันอีก?

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้สภากาชาดไทยหยุดเลือกปฎิบัติ เปลี่ยนกฎเรื่องการบริจาคเลือดให้ทันสมัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดรับการบริจาคเลือดจากทุกคนที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศและโรคที่เสี่ยง เราเชื่อว่าการคัดกรองเลือดสามารถทำได้ในทางเทคนิค ดีกว่าการแปะป้ายเหมารวมว่าเพศทางเลือกทุกคนอาจเป็นคนที่มีโรคร้าย

ย้ำกันอีกทีว่า ‘ความเสี่ยงในโรคทางเพศสัมพันธ์คือผลจากพฤติกรรม ไม่ใช่จากเพศสภาพ’ การเป็นเพศทางเลือกจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีคู่นอนหลายคน หรือจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันเสมอไป ในทางกลับกัน คนที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ก็ไม่ได้มีแต่เพศทางเลือก ดังนั้นสภากาชาดควรเน้นไปที่การแถลงพฤติกรรมทางเพศมากกว่าอัตลักษณ์ทางเพศ

สภากาชาดและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเลิกเหมารวมตีตราว่าคนที่ไม่ใช่หญิงแท้ชายแท้จะปกปิดกิจกรรมทางเพศ และไม่แถลงความเสี่ยง จนกลายเป็นภาระของสภากาชาด เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าเพศไหนจะบริจาคเลือดไปแล้ว ทางกาชาดก็ต้องนำเลือดเหล่านั้นมาตรวจหากรุ๊ปเลือด เชื้อต่างๆ และการเข้ากันได้กับเลือดผู้ป่วยก่อนส่งต่ออยู่ดี

ทางสมาคมฟ้าสีรุ้งซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน มีความเห็นว่าการที่สภากาชาดปฎิเสธการรับเลือดเป็นการกระทำทีเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งผิดหลักรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 27 ที่ชี้ชัดว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน...การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้....”

พร้อมกันนี้ ท้ายสุดยังได้ขอให้ช่วยกันลงชื่อและแชร์แคมเปญนี้ออกไป ช่วยกัน #หยุดการเลือกปฎิบัติ และลงชื่อด้วยว่า ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมรณรงค์อิสระด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศและพนักงานบริการ ร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย

ลิงค์รณรงค์ออนไลน์

 

ข่าวที่น่าสนใจ