พาณิชย์ลุย New Economy เป้า 300,000 ล้านบาท

พาณิชย์ลุย New Economy เป้า 300,000 ล้านบาท

“สนธิรัตน์” นำผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์มาสรุปผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมา พร้อมเปิดเผยแผนงาน 6 เดือนข้างหน้า ย้ำแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำทั้งระบบ หลายตัวฟื้นตัวแล้ว มุ่งพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากโดยใช้ร้านธงฟ้า และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นเครื่องมือ ปรับกระบวนการทำงานเป็น New Economy เพื่อสอดคล้องกับเศรษฐกิจโลก

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานแถลงข่าว “ผลงานกระทรวงพาณิชย์รอบหกเดือนและแนวทางการดำเนินงานต่อไป” โดยกล่าวว่าแนวการทำงานของกระทรวงพาณิชย์เน้นความเป็นรูปธรรมและบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตลอดจนมีการสื่อสารกับประชาชน ปีนี้จะเป็นปีแห่งการปฏิรูป เราต้องเร่งทำเรื่องเศรษฐกิจฐานราก เป็นปัญหาของรัฐบาล รัฐบาลต้องแก้โครงสร้างทั้งระบบ จากเดิมที่มีความล้มเหลวทั้งระบบ มีความแตกแยก เหลื่อมล้ำ ความเชื่อมั่นไม่หลงเหลือ ภารกิจหลักจึงต้องเข้ามาแก้ในส่วนนั้น แต่สิ่งหนึ่งของนโยบายกระทรวงพาณิชย์ที่เน้นย้ำคือการทำเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับโอทอป เอสเอ็มอี ในภาคการค้าและบริการ และสร้างให้คนข้างล่างมีอาชีพ รายได้

 

นอกจากสินค้าเกษตร พาณิชย์ยังต้องเข้ามาดูแลเรื่องค่าครองชีพ เร่งความสามารถการแข่งขันของประเทศ เร่งการส่งออก รักษาระดับให้เกิดการเติบโตไปตามแผน เรื่องของ Big Data เน้นการพัฒนาบุคลากรกระทรวงให้ปรับตัวเป็นผู้อำนวยความสะดวก ให้ทันกับการสนับสนุนการค้าของไทย

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า “ผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมา ในเชิงยุทธศาสตร์ทำให้เกิดการกินดีอยู่ดี ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย เกิดความมั่นคงให้กับคนข้างล่าง เพิ่มคุณภาพชีวิต ทำ 3 สิ่งคือ 1. สร้างความแข็งแกร่งจากภายในสู่ภายนอก การเติบโตไปข้างหน้าต้องสมดุล กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับตัว เพราะโลกการค้าเปลี่ยน 2. ตั้งสถาบัน  NEA ทำการอัพเกรดธุรกิจ ส่งเสริมและสร้างธุรกิจเดิมให้ปรับตัว สร้างเศรษฐกิจ 4.0  เรื่องที่ 3 ต้องเชื่อมโยงไปสู่โลก ซึ่งช่วงนี้ผลกระทบของโลกมาถึงเรา  พาณิชย์จำเป็นต้องหามาตรการในการตั้งรับกับสถานการณ์ดังกล่าว และหาทางออกอย่างถาวร”

 

ในเรื่องเศรษฐกิจฐานราก ใน 6 เดือนที่ผ่านมา สิ่งแรกทำให้ราคาพืชผลเกษตร พาณิชย์ได้ทำทุกทาง ทำ New High ถือเป็นประวัติศาสตร์ข้าวหอมมะลิได้ราคา 18,000 บาท/ตัน ข้าวขาวเฉลี่ยที่ 8,000 บาท/ตัน ปีนี้ตั้งใจรณรงค์ราคาจะดีอย่างต่อเนื่อง ขอให้อย่าเร่งขาย จะทำมาตรการราคาข้าวเพื่อยกระดับราคาข้าว นอกจากนี้ไทยยังเป็นแชมป์ในการส่งออกข้าว  10 ล้านตัน ชนะการประมูลข้าว ซึ่งไม่ได้เกิดมาหลายปีแล้ว สิ่งเหล่านี้ส่งสัญญาณราคาข้าวดีขึ้น

 

ข้าวโพดเป็นครั้งแรกราคาหน้าโรงงานกว่า 10 บาท/กิโลกรัม เป็นกลไกที่พาณิชย์ดำเนินการ โชคดีที่ผลผลิตเสียหายมาก ควบคู่การปราบการลักลอบการนำเข้า เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะรักษาระดับราคา กระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตร เราจะวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรทุกตัว ให้เกษตรกรรู้จักเรื่องต้นทุน การเพิ่มผลผลิต ทำราคาขายให้มีกำไร

 

“ขณะนี้มันสำปะหลัง ราคาทะลุ 3.20 บาท/กิโลกรัม นอกจากสินค้าเกษตรเหล่านี้ เราทำงานได้ดีมากกับผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ตอนนี้ราคาขึ้นไปมาก ทำให้พาณิชย์ผลักดันนโยบายมหานครผลไม้โลก ยกระดับให้ไทยเป็นมหาอำนาจผลไม้โลกโดย 1. เน้นด้านคุณภาพ รสชาติ ปริมาณ 2.เป็น Treading Nation 3.มหาอำนาจด้านแบรนด์ 4. ต้องเป็นผลไม้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดของโลก มีผลไม้หลายตัวต้องแก้ไขปัญหา เช่นลำไย กำลังไม่ให้ราคาตกต่ำเท่าปีที่แล้ว ขณะนี้พาณิชย์กำลังตอบโต้อินโด นำผลผลิตบางตัวที่พึ่งไทยไปต่อรอง  เพื่อได้มาตรการที่เป็นธรรมทางการค้า” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าว พร้อมกับต่อว่า

 

ตัวต่อไปคือสัปปะรด  กระเทียม พาณิชย์กำลังทำเกษตรแปลงใหญ่ ตั้งเป้าต้นทุน พร้อมกับหาตลาดใหม่ แยกตลาดจากจีน แล้วให้เกษตรกรเข้ามาสมัครร่วมทำงานกับพาณิชย์  ส่วนปาล์มน้ำมัน มีปัญหาลุ่มดอนมา 30 ปี ไทยเป็นติ่งเล็กๆ ของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน เป็นตลาดที่ไม่เห็นอนาคต ปีนี้ราคาปาล์มดิ่ง มีการทำงานร่วมกันหลายกระทรวง เกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม เมื่อเร็วๆ นี้กระทรวงอุตฯยอมออกระเบียบ สิ่งที่ทางคณะทำงานแก้คือมาตรการที่ 1.หากสกัดน้ำมันปาล์มต่ำกว่า 18 % จะปิดโรงงาน

มาตรการที่ 2 ผลผลิตปาล์มล้นสต๊อก ปลายปีซัพพลายเหนือดีมานต์ ประเทศไทยไม่เคยส่งออกปาล์ม กระทรวงจำเป็นต้องจัดสมดุลเน้นการส่งออก 2-4 ล้านตัน สนับสนุนให้ผู้ส่งออก สามารถแข่งขันกับมาเลเซีย หาตลาดใหม่ ยกระดับเป็นประเทศส่งออกได้อีก ปัญหาต่อไปคือความสะดวกในการส่งออก ส่วนนี้ต้องแก้ให้ทั้งระบบ ต้องทำให้ราคาแข่งขันได้

 

มาตรการที่ 3.ประกาศนโยบายให้กำหนดราคา CPO ให้ราคาราคารับซื้อห้ามต่ำกว่า 19 บาท ตอนนี้ไป 20 บาท มาตรการที่ 4.กระทรวงพลังงานให้ความร่วมมือพัฒนาเป็น วี 20 จะดูดซัพ CPO ประมาณ 250,000 ตัน คนที่ใช้วี 20 จะได้ราคาที่ถูกกว่าดีเซลธรรมดา  3 บาท ใช้ ก.ค.นี้ ทางกระทรวงเกษตรจะจัดระบบใหม่ พัฒนาสายพันธุ์ การปลูก การยกระดับผลผลิต นอกจากนี้ร่วมกันขจัดปาล์มแก่ ตัดซัพพลาย โดยรัฐสนับสนุน และปลูกใหม่อย่างเป็นระบบ ทำแบบผสมผสาน เพื่อมีรายได้สำรอง นอกจากนี้จะมีการจัดการโรงสกัด บี ยกกระดับให้เป็นระดับ เอ จำนวน 50 โรง ทำให้ปาล์มถูกแก้ทั้งระบบ ทำให้ราคาน้ำมันปาล์มขึ้นเป็น 4.20 บาท

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า งานอีกส่วนที่สำคัญคือฟื้นชีวิตโชห่วย ภายใต้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วันนี้ร้านโชห่วยฟื้นแล้ว ขณะนี้ 20,000 แห่ง และจะครบ 40,000 แห่ง ในเดือนนี้ ในนั้นเป็นร้านชุมชนของกองทุนหมู่บ้าน 10,000 แห่ง เป็นการยกรายได้ค้าส่งค้าปลีกมามีบทบาท ร้านธงฟ้าประชารัฐทางรัฐบาลได้ใส่เงินกว่า 30,000 ล้านบาท กระตุ้นจีดีพีกว่า 100,000 ล้านบาท ร้านเหล่านี้กำลังพัฒนานำสินค้าชุมชนเข้าร้านธงฟ้าประชารัฐ นำร้านธงฟ้าประชารัฐ 500 แห่ง นำกะปิจากระนองกระจายเข้าไป รับยอดวันแรก 7 แสนบาท นี่เป็นความหวังของสินค้าชุมชนของไทย เราจะทำให้เขาฟื้นทั้งระบบ แต่ต้องเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ สินค้าชุมชนเหล่านี้ถูกยกระดับเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ของดีของไทยที่หาซื้อไม่ได้ ของแต่ละจังหวัด กำลังเริ่มทำ รัฐมนตรียืนหน้าเว็บไซต์ยืนยันทุกชิ้น เป็นการพัฒนาคนข้างล่างเข้าสู่อี-คอมเมิร์ซ

 

“ร้านธงฟ้าประชารัฐ จะลดค่าใช้จ่าย โชห่วยซื้อมาของแพง เพราะต้นทุนแพง ขอความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ จะมีมุมราคาต่ำสู้กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อให้คนจนซื้อของถูก คนไม่มีบัตรสวัสดิการก็ซื้อของถูกได้ ร้านค้าสวัสดิการจะพัฒนาเป็นโชห่วยไฮบริดส์ ยกระดับให้แข่งขันกับร้านสะดวกซื้อได้ เป็นเซเว่น อีเลฟเว่นชุมชน สินค้าชุมชนเข้าได้ ,ฐานรากจะเติบโต ประมาณเดือนกรกฎาคม จะแก้ข้อจำกัดการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซื้อของผ่านแอป และซื้อของสด ซื้อก๋วยเตี๋ยว ซื้อของร้านขายยา เงินจะกระจายทั่วประเทศไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบต่อไป ทำให้เราเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นระบบ” นายสนธิรัตน์กล่าว

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า เร็วๆ จะไปอังกฤษกับฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับไมโครเอสเอ็มอี โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานสนับสนุนเอสเอ็มอีของทางอังกฤษ มีสมาชิกมากกว่า 1 แสนราย มีข้อมูล เพื่อยกระดับเอสเอ็มอีทั้งประเทศ สิ่งที่ทำเพื่อให้เกิดการกินดีอยู่ดี เพิ่มทางเลือก ใช้บัตรสวัสดิการเป็นตัวขับเคลื่อน มีมหกรรมธงฟ้าราคาประหยัดกระจายกิจกรรมปีละกว่า 1,000 ครั้ง ต่อไปทำน้อยลง แปรงบเป็นสินค้าถาวรภายใต้ธงฟ้าประชารัฐ

ในเรื่องเศรษฐกิจยุคใหม่ วิสัยทัศน์จากนี้ไป เป็น New Economy  ปลุก Thaitread.com เป็น National Platform จะเป็นตัวเชื่อมอาลีบาบา ทุกอย่างที่ผ่านอาลีบาบาและทีมอลล์จะต้องผ่าน Thaitread.com ก่อน เป็นการจับมือร่วมกัน ข้อมูลที่ขายทีมอลล์ต้องแลกเปลี่ยนกับไทยเทรด อาลีบาบาขายของต้องบอกว่าขายใคร ข้อมูลจะมาพัฒนาเกษตรกร พัฒนาการปลูกและการตลาด ทีมอลล์เข้ามาจะเชื่อมเกษตรและโอทอป จะปฏิวัติคนตัวเล็กทั้งระบบ จะไม่อยู่ภายใต้การกดขี่การค้า โดยตั้งเป้าว่าหากสำเร็จจะมียอดขายผ่านระบบการค้าดิจิทัล 300,000 ล้านบาท

 

ทางด้านการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านจะมีการสร้าง ศูนย์ CLMV  เพื่อให้เราเป็นผู้นำการค้ายุคใหม่ สอดรับการการประชุมแอคเมค นี่คือกลยุทธ์ที่ยกตัวเองเป็นแกนของ CLMV เราจะสร้างหน่วยงานนี้เป็นสถาบันสร้างผู้ประกอบการทั้งภูมิภาคนี้

 

ด้านนางสาว ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในการทำการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงเน้นการทำงานลักษณะบูรณาการ เพื่อให้กลไกเคลื่อนอย่างสอดรับ มีการปรับปรุงวิธีการทำงานในรูปแบบต่างๆ  ใน 6 เดือนที่ผ่านมาต้องขยายการส่งออก ทำงานเชิงรุก ทั้งตลาดแบบเดิม และดิจิทัล ในอีก 6 เดือน ต้องผลักดันให้เป็นไปตามเป้า เป็นนโยบายใหม่เพื่อสร้าง New Economy  รวมทั้งการปรับตัวด้านการเกษตร

“ผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาคือ การเร่งรัดการส่งออก 4 เดือนขยายตัว 11.5 % สูงกว่า 7 ปี เพราะว่าหน่วยงานต่างๆ ทำงานร่วมเป็นทีม กรมส่งเสริมระหว่างประเทศมีการปรับระบบ มุ่งการทำงานครบวงจร เราเลือกกลุ่มสินค้าและตลาด พัฒนาเอสเอ็มอีครบวงจร 2,800 ราย สร้างรายได้  47,000 ล้านบาท นำคนมีศักยภาพเข้าอบรม ให้คนที่ผ่านการโค๊ชต้องปรับตัว เราพาเขาไปขาย เอสเอ็มอีรายเล็ก เขาทำเองทั้งหมดไม่ได้ กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนเป็นพี่เลี้ยงทุกทาง ทำให้เขาได้ยอดขาย 11,000 ล้านบาท สร้างให้สมกับไทยเป็นครัวของโลก งานต่างๆ เป็นไปตามทิศทางที่เรากำหนดไว้” นางสาวชุติมากล่าว

 

ด้านนโยบายระหว่างประเทศเป็นช่วงลำบากของทั่วโลก มีสงครามการค้า จากการติดตามน่าจะไม่เกิดตามที่กังวล เป้าหมายที่ตั้งไว้น่าจะทำได้ในอีก 6 เดือน นโยบาย 6 เดือนที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญาตั้งเป้าว่าต้องหลุดให้ได้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เราทำงานอย่างจริงจัง ประสานกับสหรัฐ ที่สุดก็หลุดแล้ว เป็นผลงานสำคัญมาก

 

เรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศ เอฟทีเอ สัญญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการก็ขับเคลื่อน รัฐบาลในประเทศต่างๆ ยินดีคุยกับเรา รวมทั้งอียู ไทยสามารถดึงฮ่องกงมาเปิด SKTO เป็นสำนักงานการค้าในเมืองไทยแห่งที่ 3 ของอาเซียน ซึ่งมี สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย คาดว่าสำนักงานนี้สามารถเริ่มเปิดได้ประมาณต้นปี 2562

 

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ส่วนโครงการอีกเรื่องที่ผลักดัน คือการสร้างตลาดรองในเรื่องการส่งออก กรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศ มั่นใจยอดการส่งออกเพิ่มขึ้นตามเป้า ทิศทางดีอาจมากกว่าเป้า แต่เราจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายธุรกิจมากขึ้น นำนักธุรกิจใน CLMV มาเป็นเครือข่าย ซึ่งปัจจุบันนี้มีอยู่แล้ว 980 คน ทำการลงทุนค้าขายแล้ว 2,800 ล้านบาท ต่อไปเราจะจัดให้พบกันทั้งหมด เพื่อขยายให้ธุรกิจกว้างขึ้น ในอีก 6 เดือนข้างหน้าต้องเตรียมอีกหลายอย่างให้อยู่ในขบวนรถไฟของโลก ต้องการเข้าสู่ตลาด TPP  ปีหน้าเป็นประธานอาเซียน ไทยก็จะเป็นจุดสนใจมองความเคลื่อนไหว และบทบาทของไทยในการเป็นผู้นำอาเซียน ขณะนี้มีหลายประเทศที่อยู่นอกอาเซียนอยากจะเป็นผู้สังเกตการณ์

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์  กล่าวว่า จากนี้ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จำเป็นต้องปรับบทบาท อย่างแรกการปรับเปลี่ยนแนวคิดการทำงานรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่ เน้นส่งเสริมให้การอำนวยความสะดวก ให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้ง่ายขึ้น ประเด็นต่อมาคือทำให้ตลาดนำการผลิต และต้องมีความรู้ก่อนว่าตลาดต้องการอะไร ถึงจะให้ข้อมูลกับฝ่ายการผลิตได้ มองอีกว่ากระทรวงพาณิชย์ตอบสนองต่อความต้องการด้านการบริการของคนที่เข้ามาใช้บริการกับกระทรวงอย่างไร

 

สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องรองรับให้ได้สำหรับอนาคตคือระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ทำอย่างไรให้อุตสาหกรรมใหม่ๆ ธุรกิจใหม่ๆ เกิดบนฐานเหล่านั้นได้อย่างง่ายและเติบโตต่อไปได้ จากนี้ต่อไปพาณิชย์ต้องเน้นส่งเสริมธุรกิจเหล่านี้ ต่อไปกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบธุรกิจ

Thaiquote คิดล้ำ นำเทรนด์
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค Thaiquote.org
https://www.facebook.com/thaiquote.org
ทวิตเตอร์ @ThaiQuoteORG
สนใจลงโฆษณาติดต่อด่วน thaiquoteorg@gmail.com
โทรศัพท์ 092-4429342, 02-1020379 ต่อ 415

แสดงความคิดเห็น