เจาะลึก! โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯอีก(1)

เจาะลึก! โอกาส พล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯอีก(1)

หากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีสส.มาสนับสนุนอย่างน้อยจำนวน 126 เสียง จากหลายพรรค เพื่อให้เพียงพอยกมือโหวตเลือกนายกฯด้วยจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของทั้งสองสภา 376 เสียง(250+126) จาก 2 สภารวมกัน ซึ่งมี 750 เสียง แต่จะมีความยากลำบากมาก เมื่อได้เป็นนายกฯแล้ว เสียงจาก สส.เพียงแค่ 126 เสียง ไม่เพียงพอจะบริหารประเทศ จำเป็นต้องมีสส.จากการเลือกตั้งมาสนับสนุนอย่างน้อย 251 เสียง จึงจะสามารถผ่านการพิจารณางบประมาณประจำปี และการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ดังนั้นจึงต้องมีการร่วมมือของพรรคใหญ่ พรรคขนาดกลาง และ พรรคขนาดเล็ก หลายพรรคมาหนุนให้ได้เสียงเกิน 251 เป็นอย่างน้อย นี่เป็นสมการตัวเลขพื้นฐานสำหรับนายกรัฐมนตรีคนต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

หากย้อนกลับไปดูผลการเลือกตั้งปี 2554 พรรคเพื่อไทย มี ส.ส.ระบบเขต กับ ส.ส.ระบบบัญชีรวมกัน 265 เสียง กับพรรคประชาธิปัตย์มีส.ส.ระบบเขต กับ ส.ส.ระบบบัญชีรวมกัน 159 เสียงหากเสียงสนับสนุนยังไม่เปลี่ยนแปลงตามความเชื่อของทั้งสองพรรค ทันทีหลังเลือกตั้งปี 2562 ได้ พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ รวมกันจะได้ 424 เสียง  พลเอกประยุทธ์  ต้องเจอทางตันอย่างแน่นอน ไปไม่ถึงฝันอย่างที่หลายพรรคต้องการ

ยิ่งมีตัวเลขคนหนุ่มสาวที่จะมีโอกาสใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรกประมาณ 7 ล้านเสียง เทียบเท่ากับจำนวนสส.100 ที่นั่ง เสียงเหล่านี้จะเทให้ใคร พรรคไหน พรรคเก่า พรรคเกิดใหม่ พรรคเฉพาะกิจ หากจะแยกแบบหยาบๆไม่เข้าข้างใครอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกพร้อมหนุน ประยุทธ์ กลุ่มสอง เป็นกลุ่มไม่เอาเผด็จการไม่หนุนการสืบทอดอำนาจ  พลเอกประยุทธ์ก็มีได้เพียง 50 เสียง

ทางเลือกที่พลเอกประยุทธ์ จำเป็นต้องเดิน คือ การเป็น นายกรัฐมนตรีคนใน ” ที่มีชื่อในพรรคใดพรรคหนึ่ง และพรรคนั้นจะต้องได้สส.ไม่น้อยกว่า 25 เสียง เพื่อมีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ บวกกับมี สว.อีก 250 เสียงที่พร้อมให้การสนับสนุนอย่างแท้จริง การเลือกตั้งในปี 2562 จึงท้าทายอย่างยิ่ง ในการแสวงหา ส.ส.จากพรรคอื่นๆให้ได้มากกว่า 250 เสียง เข้าสู่ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” อย่างมีเสถียรภาพ

รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.บ.) มีปัจจัยที่ทำให้ไม่มีพรรคใดคุมเสียงข้างมากในสภาอย่างไม่ชอบธรรม ดังเช่นในอดีต แต่เป็นเรื่องที่พรรคเก่าและพรรคใหม่ทุกพรรคต้องพยายามทำให้ได้ตามกติกาใหม่นี้

  1. ต้องมีไพรมารี่โหวต การประชุมสาขาพรรคครบ 100 คน หรือ มีตัวแทนพรรคการเมืองมีครบ 50 คน หากมีไม่ครบหรือมีคนประท้วงขึ้นมาก็สามารถถูกตัดสิทธิ์ได้
  2. อำนาจ กกต.ให้ใบส้ม ซึ่งจะอยู่ทั้งปี ดังนั้นต่อให้ผู้สมัครคนหนึ่งได้รับเลือกตั้ง มีคนหนึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามา มีคนประท้วงว่าไม่ทำไพรมารี่ก็ออกได้
  3. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค ในตัวกฎหมายลูกบอกว่า ถ้าทำผิด พ.ร.บ. หรือกฎหมาย กรรมการบริหารพรรคก็มีสิทธิออกทั้งชุด
  4. นักการเมืองถ้าไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ก็ปรับออกได้
  5. ในการเสนอนโยบายพรรคในการหาเสียงจะต้องระบุจำนวนเงิน ที่มา หลักการและเหตุผลของนโยบาย และจะต้องเป็นไปตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

 

พรรคอันดับหนึ่งมีโอกาสมากที่ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล  เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนไม่ไปร่วมกับทหาร เว้นแต่มีการรีเซตภายในพรรคแล้ว พรรคเพื่อไทยแตกกันไป ได้หัวหน้าพรรคที่พร้อมจะร่วมเป็นรัฐบาล แล้วพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับไปร่วมกับพรรคอื่น โดยมีพรรคขนาดกลาง และขนาดเล็ก ร่วมกับ ส.ว. เพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ย่อมเป็นไปได้ สอดคล้องเหมาะสมตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ในปัจจุบัน  ( แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไป)

โดย ผศ.ดร.เธียรธรรม เธียรสิริไชย

 

แสดงความคิดเห็น