ย้อนเกล็ดเสี่ยเต้น โกยคะแนน99ศพ

ย้อนเกล็ดเสี่ยเต้น โกยคะแนน99ศพ

บ่ายโมงของวันศุกร์ที่ 7 ธ.ค.นี้ เรียกได้ว่าเป็น “วันที่รอคอย” ของเหล่านักการเมืองที่กระหายจะลงสู่สนามเลือกตั้งใจแทบขาด ด้วยเป็นวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นัดหมายหารือแม่น้ำ 5 สาย รวมถึงฝ่ายการเมือง เพื่อแจกแจงแผน-ขั้นตอนสู่การเลือกตั้งในต้นปี 2562 คาดว่าจะมีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 280 คน โดยพรรคการเมืองจะส่งตัวแทนพรรคละ 2 คน ร่วมหารือ ซึ่ง พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองเลขาธิการ คสช.เป็นประธาน ขณะเดียวกันจะเป็นโอกาสอันดีที่ผู้แทนพรรคการเมืองจะได้เสนอปัญหา ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เพื่อร่วมกันลดอุปสรรค และเดินหน้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปด้วยความเรียบร้อยตามที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้

ทว่ายังไม่ทันที่จะถกแม่น้ำ 5 สาย  “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เเกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. พร้อมด้วยทนายความ เเละญาติผู้เสียชีวิตเนื่องในเหตุการณ์การชุมนุม นปช. เดือน เม.ย.ปี 2553 จำนวนหลายสิบคนได้เเต่งชุดดำพร้อมถือรูปผู้เสียชีวิตเเละป้ายข้อความ “99ศพต้องไม่ตายฟรี” เข้าร้องเรียนและสอบถามด้วยวาจาต่ออัยการสูงสุด พร้อมสันนิษฐานว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดองคดีไว้

คำถามที่ตามมาก็คือ การเคลื่อนไหวของแกนนำนปช.ครั้งนี้ แท้จริงมีเป้าประสงค์อะไรกันแน่???

สิ่งที่ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” เคลื่อนไหวด้วยการบุกที่สำนักงานอัยการสูงสุด ย่อมมีเป้าหมายที่ไม่ธรรมดา และไม่น่าจะเป็นการติดตามทวงคืนความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดง เพราะในความเป็นจริงแล้วคดีการชุมนุมปี 2553 ก็อยู่ในกระบวนการยุติธรรมแล้วนั้นเอง แต่การออกมาระบุว่าคดีถูกดองไว้ที่ “ดีเอสไอ”  เป็นการเรียกแขกนปช.ให้เพ่งเล็งไปที่กองทัพที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้กระนั้นหรือ ที่สำคัญยังเลือกเวลาเหมาะเจาะ เพราะกำลังจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งในต้นปีหน้า และอาจถูกมองไปไกลได้ว่านี่คือ “เกมหวังผลทางการเมือง” หรือไม่

  ไม่ว่าคดีนี้จะจบ หรือลงเอยเช่นไร แต่ที่แน่ๆ ก็มีประชาชนล้มตายจากความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้าสลดใจยากหาคำอธิบายได้

มองมุมกลับกัน ทหารที่ต้องทำหน้าที่ยุติความรุนแรง ปราศจากอาวุธ แต่ก็ถูกกลุ่มชายชุดดำที่ปะปนอยู่ในฝูงผู้ชุมนุมใช้อาวุธยิงถล่มจนบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งครอบครัวของทหารที่ต้องสูญเสียก็ยากที่จะทำใจเช่นกัน การปฏิบัติหน้าที่ของทหารจึงต้องยกระดับขึ้นตามยุทธวิธีของผู้ชุมนุมที่อ้างว่า “ชายชุดดำติดอาวุธ” ไม่เกี่ยวข้องกับนปช.หรือผู้ชุมนุม แต่เป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายมาช่วยคนเสื้อแดง

  กว่า 8 ปีแล้ว ที่เจ้าหน้าที่ และคณะศอฉ.ในฐานะผู้ควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงในห้วงเวลา ก็จำต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อต่อสู้กับคดีการชุมนุมปี 2553 ซึ่งทุกฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน นำพยานข้อมูลหลักฐานต่างๆ ให้ศาลพิจารณาตัดสินถูกผิด ซึ่งคดีก็มีความคืบหน้าไปเป็นลำดับตลอดรยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา 

บ้านเมืองบอบช้ำมากพอแล้ว วันนี้ประชาชนได้รับบทเรียนกันทั้งแผ่นดิน นักการเมืองต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีใส่ตัว…ชั่วโยนให้คนอื่น” หาก “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” ต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับสังคม ก็ควรมองอะไรให้รอบด้าน

กรณี  “วิวัฒน์ หรือท๊อป ยอดประสิทธิ์” หรือ “มือปืนป๊อปคอร์น” เพื่อเข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ชุมนุม กปปส.ซึ่งมี “หลวงปู่พุทธะอิสระ” เป็นแกนนำบริเวณแยกหลักสี่ที่กำลังถูกกลุ่มรุมรำท้ายจากกองกำลังชายชุดดำของคนเสื้อแดง ซึ่งระดมสรรพกำลังและอาวุธร้ายแรงเตรียมเข้ามาเข่นฆ่า

จวบจนวันนี้ “ฮีโร” กปปส. หรือมือปืนป๊อปคอร์นได้ยุติบทบาทลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เมื่อศาลอาญามีคำพิพากษาให้เขามีความผิดตามกฎหมายต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 37 ปี กับอีก 4 เดือน ซ้ำเจ้าตัวยังเขียนจดหมายน้อยจากเรือนจำมีเนื้อหาว่า“ขอบคุณทุกคนที่ให้กำลังใจ แต่ผมกับครอบครัวไม่ขอรับเงินช่วยเหลือครับ”

น่าเสียดายที่ “เสี่ยเต้น” ณัฐวุฒิ ไม่เคยหยิบยกเรื่องราวเหล่านี้มาพูด โดยเฉพาะหายนะการใช้ความรุนแรง มาเป็นบทเรียนเพื่อนำไปสู่ความปรองดองสามัคคีให้กับคนบนผืนแผ่นดินนี้ รังแต่จะสุมไฟให้โหมโชนขึ้น

กรรมคือเครื่องชี้เจตนา ไม่มีใครลบผลแห่งกรรมที่ตนกระทำได้ เสี่ยเต้นก็ต้องไปต่อสู้กับคดี่ใหญ่อีก 2 ข้อหา กล่าวคือ หนึ่งในแกนนำก่อการร้าย และการยุยงปลุกปั้นล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เมืองพัทยา ซึ่งสำนวนทั้งหลายก็อยู่ในมืองของอัยการเช่นกัน มาถึงคดีนี้ ก็เชื่ออย่างสุจริตใจเลยว่า ผู้ต้องหาในคดีสำคัญนี้คงไม่อยากให้เรื่องไปถึงไหนหรือไม่อย่างไร 

  จากท่าทีของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกือ” ทำให้ดีเอสไอออกมาตอบโต้‘ณัฐวุฒิ’ ยืนยันว่าสำนวน‘99ศพ นปช.’ 371คดีสอบหมดแล้ว

           โดย คณะโฆษกดีเอสไอ ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 3/2553 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2553 ให้การกระทำความผิดทางอาญา กรณีก่อการร้าย การขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ และกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ อันเกี่ยวกับการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายในช่วงปลายปี พ.ศ.2552 เป็นต้นไปในราชการอาณาจักร รวมถึงความผิดที่ต่อเนื่องหรือเกี่ยวพันกัน หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่าคดีเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม นปช. เป็นคดีพิเศษนั้น

          กรมสอบสวนคดีพิเศษขอชี้แจงว่าได้รับคดีอาญาที่เกิดขึ้นภายใต้มติคณะกรรมการคดีพิเศษดังกล่าวมาสอบสวนดำเนินคดี รวมทั้งสิ้น 371 คดี แบ่งเป็น 4 กลุ่มคดี ดังนี้

          กลุ่มที่ 1 คดีเกี่ยวกับการก่อการร้าย จำนวน 155 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว

          กลุ่มที่ 2 คดีเกี่ยวกับการขู่บังคับให้รัฐบาลกระทำการใดๆ จำนวน 25 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว

          กลุ่มที่ 3 คดีเกี่ยวกับการทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 169 คดี สอบสวนเสร็จ 154 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 15 คดี

          กลุ่มที่ 4 คดีเกี่ยวกับการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ จำนวน 21 คดี สอบสวนเสร็จสิ้นทั้งหมดแล้ว

          ทั้งนี้ สำหรับคดีกลุ่มที่ 3 ที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนจำนวน 15 คดีนั้น ในข้อเท็จจริง พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบสวนเสร็จสิ้นและส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว แต่เนื่องจากคดีกลุ่มดังกล่าวจะมีการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และผู้บริหารระดับสูง ในความผิดฐานใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น จากการสั่งการให้สลายการชุมนุม ฯ รวมอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อ พ.ศ.2560 ศาลฎีกาพิจารณาเห็นว่าข้อหาดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พนักงานอัยการจึงคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว

          โดยในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างสอบสวนในประเด็นผู้ลงมือกระทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งพนักงานอัยการขอให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษแยกสำนวนการสอบสวนตามจำนวนผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ อีกจำนวน 15 คดี เนื่องจากเห็นว่าแม้ผู้ตายและผู้บาดเจ็บจะอยู่ในที่เกิดเหตุหรือเหตุการณ์เดียวกัน แต่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกิดจากการกระทำของบุคคลคนเดียวกัน ทั้งนี้ หากมีความคืบหน้าที่สำคัญ กรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้ประชาสัมพันธ์มาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

ความร่มเย็นสันติสุขของบ้านเมือง คือสุดยอดปรารถนาของคนไทยทั้งแผ่นดิน พฤติกรรมซ้ำซากของนักการเมืองที่มุ่งแต่ประโยชน์ส่วนตน และพรรคพวก ถึงเวลาที่จะได้รับการสั่งสอนจากประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศแล้วหรือยัง.

“คนข้างสภา”

แสดงความคิดเห็น