“ป.ป.ช.”ตีตกนาฬิกา “ป้อม”โล่ง แต่ “รัฐบาล”สะเทือน

“ป.ป.ช.”ตีตกนาฬิกา “ป้อม”โล่ง แต่ “รัฐบาล”สะเทือน

หลังจากมติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือป.ป.ช. คลอดผลสอบสวนด้วยมติ 5 ต่อ 3 ให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนากยรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผู้มากบารมีในรัฐบาลคสช. หลุดจากครหาปมครอบครองนาฬิกาหรู ด้วยคำตอบว่า ไม่ได้แสดงทรัพย์สินอันเป็นเท็จ

เหตุผลของ ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่า หลักฐานพบว่านาฬิกาหรู 21 จาก 22 เรือน เป็นของนายปัฐวาท สุขศรีวงศ์ และไม่มีข้อมูลหลักฐานเพียงพอ จึงตีเรื่องนี้ตกไป ในส่วนพยานหลักฐานของแหวนเจ้าปัญหาจำนวน 3 วง ระบุว่าเป็นทรัพย์มรดกของบิดา พล.อ.ประวิตร ที่ได้รับมาจากมารดาระหว่างดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

คล้อยหลังเพียงแค่วันเดียว นักการเมือง อดีตนักการเมือง นักวิชาการจากหลายแขนงในสังคม ต่างพร้อมใจกันถล่มเข้าใส่ป.ป.ช.ด้วยเหตุผลที่ตรงกันว่า “มันไม่น่าจะใช่”

ลั่นระฆังเริ่มยก จากเพื่อไทย ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ รองโฆษกพรรค ถึงกับบอกว่า หากประชาชนโดนคดีเหมือนบิ๊กป้อม แล้วบอกว่ายืมเพื่อนมา จะรอดเหมือนกันหรือเปล่า หรือป.ป.ช.มีมาตรฐานใดในการตัดสิน เพราะคนไทยสงสัยกันไม่น้อยทีเดียว

สอดรับกับ “เสี่ยไก่” วัฒนา เมืองสุข สมาชิกเพื่อไทย ถึงกับบอกว่า ประชาชนจะยิ่งสิ้นหวังมากขึ้น เพราะเศรษฐกิจยังแก้ให้ดีขึ้นไม่ได้ กระบวนการยุติธรรมกลับเป็นที่พึ่งพาไม่ได้เลย ประชาชนแสดงออกเพราะใช้เสรีภาพกลับถูกดำเนินคดี แต่กับฝ่ายเผด็จการองค์กรเหล่านี้กลายเป็นว่าฟอกขาวได้ทันที

รวมถึง “ศรีสุวรรณ จรรยา” เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ถึงกับทนไม่ไหว ประกาศผ่านโลกออนไลน์จะหา 2 หมื่นชื่อสนับสนุนให้ปลด 5 ป.ป.ช.ที่ลงคะแนนให้ตีตกประเด็นนี้ และอ้างว่าสิทธิในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 236 และ 237 บัญญัติว่าสามารถกระทำได้

หรือแม้แต่ มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอรืรัปชัน (ประเทศไทย) โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก ระบุ ป.ป.ช.จะต้องตอบให้ได้ว่า คดีนาฬิกาหรู ต่างจากคดีสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดคมนามคมอย่างไร และนาฬิกาหรูที่ทำร้ายความรู้สึกประชาชนขนาดนี้ กลับไปไม่ถึงศาลยุติธรรมให้ตัดสิน แต่ยังน่ายินดีที่มี 3 เสียงกรรมการ ป.ป.ช. ทัดทานอยู่แม้ไม่สำเร็จก็ตาม

แต่ที่เร้าใจที่สุด น่าจะเป็นแรงกระแทกจากอดีตคนการเมืองอย่าง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” โพสต์ข้อความที่มีใจความว่า ตนเองสมัยก่อนลืมรายงานซื้อขายหุ้นแค่ 1.5 แสนบาท รับสารภาพผิดจริง แต่กฎหมายสั่งปิดปาก ตนก็เลยต้องเดินเข้าคุก

“อย่าไปซีเรียสกับป.ป.ช. สอบมาตั้งนานได้แค่นี้จริงๆ มันเป็นกฎหมายพิเศษ คนธรรมดาอย่างเราไม่เข้าใจจริงๆ นี่ถ้ารู้ว่ายืมแล้วรอดแบบนี้ ผมไม่สารภาพให้ติดคุกหรอก แหม…คิดแล้วมันช่างเจ็บใจจริงๆ” ตอนหนึ่งในข้อความของเฟซบุกส์ชูวิทย์ บ่งบอกถึงความดุเดือดไม่น้อย

แต่อีกหนึ่งคนที่น่าจะเด็ดไม้น้อย คือน้ำเสียงของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวเรือพรรคอนาคตใหม่ ที่เผยว่า ผลออกมาเช่นนี้ ก็ไม่ผิดจากที่คาดเดาเอาไว้แม้แต่นิด เพราะสังคมไทยทุกวันนี้มันมีสองมาตรฐาน คนรวย คนมีอำนาจ คนใกล้ชิดกลุ่มมีอำนาจ ทำอะไรก็ไม่ผิด และมันไม่ใช่แค่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น และมันสะท้อนได้ว่า คสช.ไม่จริงจังจริงใจที่จะกำราบทุจริตคอรัปชั่นอย่างที่ประกาศเอาไว้

แต่เสียงสะท้อนก็ไม่ได้ทำให้ พล.อ.ประวิตร ต้องยี่หระ เพราะเจ้าตัวก็ยืนยันคำเดิมของตัวเองว่าไม่มีอะไรจะพูด ทุกอย่างอยู่ที่ป.ป.ช.จะมีผลออกมา และเมื่อผลเป็นเช่นนี้ แน่นอนว่าเจ้าตัวก็สบายใจเหมือนยกภูเขาออกจากออกไปได้กับลูกใหญ่ๆ ลูกนึง

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือประชาชนต่างติดตามและมองสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด มันอาจจะเป็นตัวแปรที่จะช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับคะแนนในมือที่จะหย่อนบัตรเลือกตั้งในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ศกหน้านี้ด้วย ยิ่งดูเหมือนว่า บิ๊กป้อมที่เชื่อมกับรัฐบาลคสช. ได้รับผลลัพธ์ที่ดีจากปมนาฬิกา แต่ก็ยังไม่อาจวางใจว่าประชาชนจะเห็นด้วยกับผลลัพธ์นั้นที่ป.ป.ช.ได้มอบให้ กอปรกับเสียงกระหน่ำไปยังป.ป.ช. และพล.อ.ประวิตร ในทำนองว่าไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ก็ยิ่งเหมือนตอกย้ำข้อมูลชุดนี้เข้าไปในความคิดของประชาชน มันจึงส่งผลไปถึงความนิยมจากประชาชน ที่รัฐบาลชุดนี้หมายมั่นว่าจะเป็นการต่อยอดให้ตัวเองได้อยู่ในอำนาจต่อไป

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. จึงไม่อาจนิ่งเฉย หากแต่ต้องออกมาชี้แจงต่อสังคมและประชาชนให้เข้าใจกับเรื่องนี้ให้ได้มากที่สุด เพราะไม่แน่ว่าเรื่องเล็กๆ แค่นี้ อาจทำให้พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ตายคาหน้าที่หลังเลือกตั้งอย่างที่ประกาศเอาไว้.. ก็เป็นได้

แสดงความคิดเห็น