ข้อคิดชีวิต ‘โจโฉ’

ข้อคิดชีวิต ‘โจโฉ’

‘รู้หรือไม่ หมอที่รักษาคนไข้ ยิ่งมีคนตาย หมอคนนั้นก็จะเก่งขึ้น เช่นเดียวกับขุนพล ยิ่งแพ้ศึก เราก็จะเข้าใจวิธีการที่จะเอาชนะมากขึ้น’ ประโยคเด็ดของ โจโฉ หลังพ่ายศึกอย่างย่อยยับในยุทธการผาแดง ที่ถูกตัดต่อจากช่วงหนึ่งของ ซีรี่ย์ ‘three kingdom 2010’ ถูกพูดถึงว่าเป็นคำคมที่ดีมาก ถึงขนาด เอก อัคคี นักเขียนคนดัง และเจ้าของเพจ ด้านมืดของสามก๊ก ยังต้องหยิบยกมาพูดถึง

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

 

แน่นอน..ประโยคนี้ไม่มีในหนังสือ แต่ผู้กำกับและมือเขียนบท สะท้อนจากตัวตนของเจ้าก๊กแห่งเว่ยที่มีในตัวอักษร

โจโฉ หรือ เฉา เชา  อัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ฮั่น และปฐมจักรพรรดิอาณาจักรเว่ย โดยการสถาปนาของ โจผี ในคราวพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเปลี่ยนราชวงศ์   เกิดเมื่อ ค.ศ. 155 ค.ศ. 155 ที่เมืองปั๋วโจว มณฑลอานฮุย  เสียชีวิต เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ. 220 สิริรวมอายุ 65 ปี ที่เมืองลั่วหยาง

ตลอดชีวิตของโจโฉ เรียกได้ว่า แทบจะกินนอนในสนามรบเป็นหลัก ออกรบ บัญชาการรบอย่างต่อเนื่อง จนเว้นว่างการศึกหลังขึ้นรั้งตำแหน่งเว่ยอ๋อง

   โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

การสะท้อนมุมมองความคิด ตัวตน ของเจ้าคนคนนี้ มีออกมานับไม่ถ้วน ทั้งวิเคราะห์ ตีแผ่ ตั้งข้อสังเกต ข้อศึกษากันมากมาย ในบทความนี้ จึงขอเป็นเสมือน การทบทวนความจำ ของหลายๆคน เพื่อกระตุ้นความคิดว่า จอมคนเว่ยก๊ก คนนี้ มีดีอะไรบ้างกันอีกสักครั้ง

ปรับเปลี่ยนตามสภาพการณ์

แม้เป็นที่รับรู้กันว่า โจโฉ ถือกำเนิดเป็นบุตรโจโก๋ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งในราชสำนัก ได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดี  แต่การไต่เต้าลำดับชั้นขุนนางไม่ได้หมายความว่า จะขึ้นตำแหน่งใดตามใจชอบ ต้องเป็นไปตามขั้นตามยศ  เช่นเดียวกับ โจโฉ ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากตำแหน่งเล็กๆ ใช้ความสามารถเขยิบหน้าที่ขึ้นมาตามลำดับ  เมื่อตั๋งโต๊ะ เข้ามาในเมืองหลวง เขาก็ยอมเข้าร่วมเพื่อหาจังหวะจัดการ ในขณะที่คนอื่นๆกลัวหัวหด ในคราวจัดทัพ 18 หัวเมือง แม้ในพฤตินัย ตัวเองก็มีสิทธิ์ที่จะขึ้นเป็นผู้นำทัพได้ แต่เลือกที่จะใช้ความเหมาะสมของบุคคล รวมทั้งบารมีที่มี ให้อ้วนเสี้ยวเป็นหัวหน้าทีมแทน

ในคราวมีอำนาจ ก็ใช้พระเดชคู่พระคุณ ในการปกครองก๊ก ให้มีทั้งความสงบและเรียบร้อย ท่ามกลางสถานการณ์สงครามที่เป็นตัวแปรได้อย่างเหมาะสม

เท่าทันเกมส์เท่าทันคนเท่าทันสถานการณ์

ในยุค4.0 ข่าวสารสถานการณ์บ้านเมือง ประเทศรอบข้าง และสังคมโลก ก้าวกระโดดเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ใครช้าก็ตกขบวน เช่นกันย้อนเวลากลับไปในช่วงศึกสามก๊ก โจโฉ ก็ต้องอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ล่อแหลม อันตรายจากรอบทิศทางขุนศึกฝ่ายตรงข้ามพร้อมที่จะโจมตีชิงอำนาจได้ทุกเมื่อ และมีจังหวะโอกาสมากมายที่ต้องเฝ้าจับตาเพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ นี่ก็อาจจะเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้โจโฉต้องขบคิดตลอดเวลา จนนำมาซึ่งโรคปวดหัวเรื้อรัง

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

แต่เมื่อวิเคราะห์กันอย่างถ่องแท้ นับตั้งแต่โจโฉ ตัดสินใจจะฆ่าตั๋งโต๊ะ จนรวบรวมกองทัพ 18 หัวเมือง ไปจนถึงการขึ้นเป็นใหญ่เหนือแผ่นดิน สิ่งหนึ่งที่โจโฉไม่เคยพลาดหรือน้อยมากที่ผิด คือ การอ่านเกมส์ได้อย่างแม่นยำ เพราะประการแรก ขุนศึกต่างๆ รวมทั้งเจ้าก๊ก ก็เป็นคนที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อน เมื่อจะทำอะไร เขาจะสามารถเดาทางได้อย่างแม่นยำ

ตลอดจนศึกใหญ่ก่อนเถลิงอำนาจที่สมรภูมิกัวต๋อ แม้จะมีกำลังทหารน้อยกว่า แต่การเลือกเดินหน้าชนคือการปลุกกำลังใจทหาร หรือในการบุกเผาเสบียงที่อัวเจ๋า เป็นเพราะการมองเกมส์ออก  รวมทั้งการเคลื่อนทัพพิชิตขุนศึกรายอื่นๆ โจโฉวางหมากอย่างค่อยเป็นค่อยไป ผ่านการวิเคราะห์อย่างแม่นยำแล้วว่า ใครควรถูกกำจัดก่อนหลัง

และยิ่งถูกใจนักแสวงหาโอกาส ไขว่คว้าโอกาส ประทับใจที่สุดคือจุดเปลี่ยนทางอำนาจ ในการำกำลังเข้าช่วยเหลือพระเจ้าเหี้ยนเต้ ในตอนลี้ภัยการเมืองจากลิฉุย กุยแก ทั้งๆที่ฐานกำลังโจโฉอยู่ไกลกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อโอกาสอยู่แค่เอื้อม เขาจึงเร่งนำทหารเข้ามากู้องค์ฮ่องเต้ เพื่อให้ได้ตราประทับอำนาจให้มั่นคงขึ้น

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

ซื้อใจคนเก่ง

ภาพจำที่ชัดที่สุดของโจโฉ ที่หลายๆคนประทับใจ คือการเชื้อเชิญคนเก่งๆหรือรับศัตรูเดิมมาเข้ามุ้งอำนาจของตัวเอง เพราะถ้าเป็นคนอื่นๆ อาจจะมีความหวาดระแวงคนประเภทนี้ ซึ่งในความเป็นจริงก็ค่อนข้างจะขัดกับนิสัยขี้ระแวงของเขาอยู่ไม่น้อย แต่ถ้าเราระหว่างบรรทัดให้ชัดเจน จะพบว่า การใช้แผนนี้ คือการสร้างต้นทุนให้กับเว่ยก๊กอย่างถูกต้องมากที่สุด ต่อให้จะมีข้าว มีทหาร มีเงินทองล้นเมืองเพียงใด ถ้าขาด คนที่มีความรู้ความสามารถ ในการบริหารจัดการ ก็อย่างจะสำเร็จสิ่งที่หวังต่างๆได้ โจโฉ เลือกที่จะใช้วิธีการซื้อใจคนเพื่อสร้างความประทับใจ และสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน มีความใจนักเลงอยู่ในตัว ทำให้ภาพของโจโฉนั้น เรียกได้ว่า ใจถึง พึ่งได้ ก็คงไม่ผิดนัก

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

 และตรงนี้เองยิ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คนมีความสามารถจากทั่วแผ่นดินอยากเข้ามาร่วมรับใช้ เพราะมีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนในการเมืองการปกครอง เพราะการเลือกใช้คนตามความสามารถ มากกว่าจะใช้ตามศีลธรรมอุดมคติที่ก๊กอื่นๆนำมาเป็นเกณฑ์เลือกคนทำงาน จึงเป็นคำตอบว่าทำไมก๊กนี้จึงพัฒนาแบบก้าวกระโดด

ใช้อำนาจแบบคนฉลาด

ในประวัติศาสตร์โลก ไม่ว่าจะบ้านไหนเมืองใด อดีตกาลและปัจจุบัน อำนาจ เป็นสิ่งที่หอมหวาน ใครมีอำนาจก็มักจะใช้อย่างไม่มีขอบเขตและขีดจำกัด แม้แต่คนที่มองกันว่าดีที่สุด ก็มีมุมที่ใช้อำนาจอย่างไร้เมตตาก็มีให้เห็นมาแล้ว

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

แต่ผิดกับ โจโฉ จริงอยู่ในมือของเขามีทั้ง ตราประทับอำนาจ คือ องค์พระเจ้าเหี้ยนเต้ รวมทั้งกองทัพที่เกรียงไกร ฐานที่มั่นอันเข้มแข็ง การจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินนั้น ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ แต่เลือกที่จะไม่ทำ แม้จะไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าความจริงในการไม่ลงมือทำคืออะไร แต่หากมองปัจจัยคู่ขนานที่เป็นตัวอย่าง ในกรณีอ้วนสุด ทันทีที่ประกาศตัวเป็นฮ่องเต้ คมดาบทุกเล่มหันเข้าหาแทบจะทันที ข้อนี้อาจจะเป็นบทเรียนหนึ่งให้โจโฉก็เป็นได้ ตลอดการครองอำนาจของเขา จึงเป็นการดำเนินกิจการโดย พระบรมราชานุญาต จากฮ่องเต้ ทำให้ใครที่คิดจะเปรี้ยว เหนี่ยวกับเขา ก็แอบมีตะหงิดๆในใจไม่มากก็น้อยด้วยเกรงจะถูกข้อหากบฏได้ง่ายๆ และเราจะเห็นได้ชัดจากการตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ฮูโต๋ โจโฉมีฏีกาเลื่อนตำแหน่งขุนศึกขุนนางต่างๆถ้วนหน้าทั้งแผ่นดิน ยกเว้นตัวเองเท่านั้นที่อยู่ในตำแหน่งเดิม

 โจโฉ จากเวอร์ชั่น Three Kingdom 2010

รวมทั้งตอนที่จะรับตำแหน่งเว่ยอ๋อง ถ้าเป็นคนถ่อยไร้สมอง เชื่อว่าแทบจะกระโดดตัวลอย น้อมรับอย่างไม่ต้องคิด แต่โจโฉ ปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้ไม่เป็นที่ครหาได้ และเมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งแล้ว แทบจะไม่ใช้อำนาจในทางการเมืองในแง่อื่นนอกจากพิชิตศัตรูต่างก๊กเท่านั้น.

 

 

 

แสดงความคิดเห็น